fbpx

“ครูต้น” ครูผู้เข้าใจ “คน”

“ครูต้น” ครูผู้เข้าใจ “คน”

ปีที่ 3 แล้ว กับ “การคืนครูกล้าสู่ห้องเรียน”

ภายใต้ความเชื่อมั่นและศรัทธา มาตลอดว่า กระบวนการเรียนรู้ที่ดีเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์  ระหว่างผู้สอน ผู้เรียน และวิชาที่เรียน บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ปีนี้เราปลุกปั้น “ครูกล้าสอน” ร่วมหลายสิบชีวิต เพื่อหวังให้ครูเหล่านี้ เข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวเองและผู้เรียน พร้อมกับกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงห้องเรียนของตัวเอง

การเดินทางของ “ครูกล้าสอน” รุ่น 3

ณ วันนี้ เราเริ่มเห็นจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลพร้อมๆ กับการได้เห็นพัฒนาการของ “ครูกล้าสอน” แต่ละท่านดูสดใสและเปิดรับกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะความเห็นต่างในห้องเรียนของตัวเอง

เราสนทนากับครูต้น อ.ภวินท์ ธัญภัทรานนท์ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์   วิทยาเขตกำแพงแสน ริมชายหาด ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง กับการเปิดประเด็นย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้วถึงจุดเริ่มต้นของการมาทำอาชีพครู ครูต้นใฝ่ฝันอยากเป็นครูมาตั้งแต่แรก และก็ได้มาทำงานในวิชาชีพนี้สมใจปรารถนา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ วิชาชีพครูเดินทางมาเกือบ 6 ปีแล้ว (เริ่มเป็นครูสอนตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2557)

เปลี่ยนจากตั้งคำถาม สู่การออกไปหาคำตอบ

ตลอดระยะเวลาของการเป็นครู กับยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนไว  แน่นอนว่า คำถามที่วนเวียนในหัวของอาจารย์หนุ่มไฟแรงท่านนี้ มีมากมายเต็มไปหมด โดยเฉพาะวิธีการสอนเดิมๆ ที่เน้นการบรรยายเป็นหลัก อาจจะดึงความสนใจของนิสิตที่นั่งตาแป๋วในชั้นเรียนไม่ได้อีกแล้ว และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ครูต้น มองหาเทคนิคการสอนใหม่ๆ การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้รื่นรมย์ขึ้น และเปิดรับความเห็นต่างของแต่ละคนในชั้นเรียนให้มากขึ้น  ครูต้นเล่าให้เราฟังว่า ที่ผ่านมาพยายามหาคำตอบให้ตัวเองเสมอ เพราะยังรู้สึกว่า งานสอนเป็นงานสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความฝันในวิชาชีพครูของตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง  ประกอบกับปัจจุบัน ภาพนิสิตของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาก  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้เรียนลดลทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับกลยุทธ์การรับนิสิตกันขนานใหญ่ และด้วยภาควิชาที่ครูต้นสอน  ตั้งอยู่ที่วิทยาเขตกำแพงแสน ซ้ำเป็นภาควิชาที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากเท่ากับคณะวิศวกรรมฯ เครื่องกล  โยธา หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ ที่คนทั่วไปฟังแล้วรู้ทันทีว่า “เรียนไปเพื่ออะไร?”  วิศวกรรมฯ การเกษตรจึงกลายเป็นสายวิชาที่หลายคนตั้งคำถาม ว่าแก่นของสาขานี้คืออะไร เรียนกันอย่างไร ดังนั้น เด็กๆ ที่เลือกเรียนจึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ  แน่นอนว่าการสอนแบบเดิมไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ครูต้นพยายามวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้นักศึกษาเข้าใจและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

กับคำถามที่ท้าทายว่า การเรียนรู้แบบครูกล้าสอนนำไปประยุกต์ใช้ ได้อย่างไร ?

คำถามนี้เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาถามกันบ่อยครั้ง ว่าการเรียนรู้ในแบบครูกล้าสอนจะนำมาใช้กับเรื่องการคำนวณได้อย่างไร  ครูต้นมองว่า แม้ ณ เวลานี้จะยังไม่เห็นเป็นกระบวนการชัดเจนนักว่า ถ้าจะสอนวิชาคำนวณ ควรสอนอย่างไรให้มีชีวิต มีความเป็นมนุษย์  แต่ก็พอจะมีคำตอบอยู่ในใจบ้างแล้วว่า เรามีเครื่องมือ มีอาวุธทางปัญญาติดตัวกลับไป เพราะการมาอบรมครูกล้าสอนคือการพัฒนาผู้สอนให้มีเทคนิคบางอย่าง สามารถนำไปออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ให้เหมาะกับสาขาวิชาตัวเองได้มากขึ้น  ถ้าวิชาที่เน้นการบรรยาย จากเดิมที่เด็กเรียงหน้ากระดานมองครูแล้วก้มหน้าจดเล็กเชอร์ จบคาบก็แยกย้ายกันไป มาตอนนี้เราก็เปลี่ยนรูปแบบ ให้เขาลองจับกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  ฉะนั้น วิชาที่เน้นการคำนวณ เราก็ปรับกระบวนการและนำทักษะเหล่านี้ไปใช้ให้ผู้เรียนช่วยกันตีโจทย์  โดยครูทำหน้าที่พี่เลี้ยงช่วยเสริมหรือคอยแนะวิธีการ แล้วมาแบ่งปันกัน 

กลับไปห้องเรียนเดิม เพิ่มเติมด้วยความเป็นมนุษย์

นอกจากกระบวนการสอน มาดูในแง่ของการดูแลนิสิต  ครูต้นได้นำกระบวนการหลากหลายมาปรับใช้เพื่อสื่อสาร เชื่อมสัมพันธ์กับนิสิตอย่างสร้างสรรค์และเป็นกันเอง โดยเฉพาะเรื่อง Deep listening (การฟังอย่างใส่ใจ) ซึ่งได้เรียนรู้วิธีการที่จะใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังแบบ 8 Acts หรือการสื่อสารอย่างสันติ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ลองหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาทดลองใช้ ถูกบ้าง พลาดบ้าง  แต่พอได้มาเรียนรู้ถึงหัวใจและหลักการ  ก็เข้าใจกระจ่างขึ้น รู้ว่าจุดไหนเป็นเรื่องอ่อนไหว จุดไหนต้องระมัดระวัง  มันทำให้เราได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น

ถอดรหัสครูกล้าสอน กับการเข้าใจความต่างของ “มนุษย์”

ในโลกที่ความเห็นต่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราไม่พยายามจะทำความเข้าใจฝ่ายตรงข้าม ว่าเขาคิดอย่างไร เพราะเรายืนยันในมุมมองของเรา เราพร้อมที่จะสู้เพื่อปกป้องความเห็นของเรา   เมื่อต่างคนต่างคิด จึงเกิดการปะทะกันและนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ แม้แต่ในชั้นเรียนที่เป็นสังคมขนาดย่อม ๆ ไม่ถึง 100 คนก็ตาม  การได้มาร่วมกิจกรรมครูกล้าสอน ช่วยให้เรารู้จักที่จะเปลี่ยนบทบาทตัวเอง ได้ทดลองมองในมุมฝ่ายตรงข้ามที่คิดต่าง ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์หรือเข้าใจความคิดอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมุมมองของนิสิต หรือแม้แต่ในการทำงานร่วมกับเพื่อนอาจารย์ด้วยกัน

ให้อิสระกับวิธีการที่หลากหลาย   

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วอย่างวิชาคำนวณที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวล่ะ ควรสอนอย่างไร คำตอบคือ…เรามีเครื่องมือที่จะมองและเรียนรู้ที่จะหยิบยกวิธีการจากครูกล้าสอนมาใช้ คือ การยอมรับวิธีการคำนวณเพื่อให้ได้คำตอบมากกว่า มีหลายเรื่องที่เราสามารถคำนวณได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เวลาสอนก็จะสอนวิธีการให้มีความหลากหลาย เพื่อเป็นตัวเลือกให้นักศึกษา  สิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูกล้าสอนอีกประการหนึ่งคือ เราจะไม่ซีเรียสกับวิธีการ เราจะไม่บังคับว่าต้องแก้โจทย์การคำนวณด้วยนี้เท่านั้น เพราะเป็นการปิดกั้นการคิดต่าง แต่เราจะปล่อยให้เขาเลือกใช้วิธีที่เขาถนัดได้อย่างอิสระ เราเพียงแค่สอนให้เขารู้จักวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ แบบ แล้วให้เขาเลือกว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนได้บ้าง

ห้องเรียนแบบใหม่ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง   

ห้องเรียนแบบเดิม ที่เรามักจะยกย่องและให้ความสำคัญกับเด็กเรียนเก่ง  พร้อมกับละเลยเด็กหลังห้องที่ไม่มีโอกาสได้แสดงออกทางความคิด เราสนใจแต่จะปั้นคนเก่ง   สอนแต่คนที่เขาอยากจะเรียน โดยไม่เคยลองทำความเข้าใจเด็กอีกกลุ่ม ที่เขาอาจจะเรียนรู้ช้าหน่อยและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ  แต่เมื่อเราได้มาร่วม กิจกรรม “ครูกล้าสอน” ทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์มากยิ่งขึ้น  เห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มองในมุมของนักศึกษามากขึ้น สู่การให้ความสำคัญกับเด็กทุกกลุ่ม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

วิศวะ Disrupt กับการตั้งรับในแบบครูกล้าสอน

ในโมดูล 3 (ครูผู้ออกแบบการเรียนรู้) ของครูกล้าสอน กระบวนกรให้ครูทุกคน ลองทำท่าครูกล้าสอนในแบบตัวเอง เราจะเห็นครูต้น “ทำท่าย่อเข่าแล้วยกแขนขึ้นเป็นท่าตั้งรับ” นัยสำคัญของการสื่อสารคือการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่จะเข้ามาหา  ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม  พร้อมที่จะเป็นครูที่กล้าทำหน้าที่และก้าวตามฝันนี้ต่อไป  กล้าที่จะมองว่า งานพัฒนานิสิตเป็นเรื่องหลักและเป็นส่วนสำคัญของชีวิต  ครูต้น “กล้าที่จะเรียนรู้และยอมรับตัวเอง ทำในแต่ละด้านอย่างมืออาชีพและเติบโตขึ้น” 

พลังกลุ่มกับการเติบโต สู่การเป็น “ครูกล้าสอน”

กิจกรรมนี้ทำให้ครูต้นมีความคิดที่เติบโตขึ้นอีกขั้น จากที่เคยมองว่างานสอนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหากมีเรื่องอื่นมาทำให้อึดอัดใจ บั่นทอนกำลังใจ หรือถูกนำไปเปรียบเทียบ พลังในการใช้ชีวิตและในการทำงานก็จะลดฮวบทันที แต่ตอนนี้เมื่อเราได้เรียนรู้มากขึ้น  เติบโตขึ้น ตั้งแกนเป็น เราก็สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพขึ้น  ทำงานที่เรารักได้อย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน งานที่เราไม่ชอบนัก แต่เลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถทำความเข้าใจ ปรับมุมมอง และจัดการได้อย่างดีขึ้น  คุณค่าของการได้มาเป็นส่วนหนึ่งของครูกล้าสอนในวันนี้ คือ “พลังกลุ่ม” ได้เห็นเพื่อนครูอาจารย์ อีกหลายคนที่ยังมีอุดมการณ์ มีความตั้งใจที่จะสอนนิสิตนักศึกษาต่อไป มันเปลี่ยนความรู้สึกสับสนกับการตั้งคำถามในช่วงแรกๆ ที่ว่า เอ๊ะ เรามาผิดที่ผิดทางหรือเปล่า มีเราคนเดียวหรือที่ทำเรื่องนี้ เราจะยอมไหลไปตามกระแสที่ใครๆ ก็ทำกันไหม… แต่ตอนนี้ คำตอบและเป้าหมายของการเป็นครูมันชัดเจนมาก

ห้องเรียนในฝัน ในวันที่เรา “กล้าสอน”

ห้องเรียนในอนาคตหลังจากจบโครงการครูกล้าสอน ในแบบที่ครูต้นฝันไว้ก็คือ ภาพของนิสิต นักศึกษาเรียนได้อย่างผ่อนคลาย มีความสุข เป็นการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ครูกับศิษย์มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้เรียนกล้าที่จะสงสัยและพร้อมจะยกมือถามในชั้นเรียน ซึ่งอาจจะดูธรรมดาในสายตาใครๆ แต่ทุกวันนี้บรรยากาศห้องเรียนแบบนี้หายไปนานแล้ว ขณะสอนอาจารย์มักมองแต่กระดานและพาเวอร์พอยท์ของตัวเอง นิสิตก็ง่วนกับการเล็กเชอร์  ไม่มีสื่อสารสองทาง ไม่ต่างอะไรจากการเรียนใน YouTube ครูต้นอยากเปลี่ยนจากความกลัวที่จะสื่อสาร กลัวการถูกตราหน้าว่าไม่รู้ ให้กลายเป็นความกล้า ซึ่งห้องเรียนที่มีส่วนร่วมแบบนี้จะทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ดีขึ้น   ย่อมส่งผลให้นักศึกษาเรียนรู้ได้ดีกว่าเดิมแน่นอน