fbpx

เมื่อผมมีความรัก

เมื่อผมมีความรัก

“เพราะเด็กรักอาจารย์ เด็กจึงรักวิชาคณิตศาสตร์”
  • อาจารย์นูซานา ปะกียา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม. ฟาฏอนี
ผมเพิ่งกลับจากWorkshop การเรียนรู้ “ครูกล้าสอน” รุ่นที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นโดยทีมนิวสปิริท ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. เป็นเวิร์คช็อปที่คึกคักที่สุดครั้งนึงของโครงการเพราะมีอาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมกว่า 30 คน จาก 18 สถาบัน บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเข้มข้น ระหว่างทางมีข้อคิดและแรงบันดาลใจผุดขึ้นมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำงานกับภายในตัวผมจนถึงตอนนี้คือประโยคสั้นๆ ในช่วงแลกเปลี่ยนกิจกรรมตามที่ได้ Quote ไว้ด้านบนว่า “เพราะเด็กรักอาจารย์ เด็กจึงรักวิชาคณิตศาสตร์”
ใช่….. เพราะเด็กรักอาจารย์ เด็กจึงรักวิชา…
ความรู้สึกของผมถูกดึงเข้าไปในอดีต พร้อมกับคำถามว่า ความรักในวิชาที่เรียนมันถูกเก็บไว้ในลิ้นชักไหนของความทรงจำกันนะ? ….. แล้วผมก็เห็นภาพตัวเองตอนกระโดดตัวลอยเมื่อเห็นคะแนนเอ็นทร๊านซ์วิชาภาษาญี่ปุ่น พร้อมกับเรื่องราวของอาจารย์ที่ทำให้ผมรัก….
อาจารย์คุระตะ เคอิโกะ เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นสมัยผมเรียนมัธยมปลาย ผมเข้าใจว่าการสอนภาษาญี่ปุ่นเป็นอะไรที่ยาก แต่มันคงยากมากถ้าต้องใช้ทั้งภาษาไทยที่กระท่อนกระแท่นและภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นของอาจารย์ ชนิดที่ว่าไปซื้อครีมทาแก้ผิวไหม้ที่เซเว่น ทำเอาพนักงานงงเป็นไก่ตาแตก หลังจากได้ยินคำว่า “อาฟต้าซังเบิงคุ-รี-มุ มีมั้ย?” (after sunburn cream) คิดดูแล้วกันว่าการบรรยายไวยากรณ์ วิถีชีวิต วิธีคิด และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มากับภาษาให้นักเรียนสมาธิสั้นอย่างเราเข้าใจ จะต้องใช้ความอดทนแค่ไหน
อาจารย์คุระตะเป็นคนแรกที่ทำให้ผมรู้ว่าการทำงานแบบคนญี่ปุ่นเป็นยังไง ไม่เคยมีสักครั้งที่อาจารย์จะเข้าสายหรือปล่อยเกินเวลา ไม่เคยมีสักครั้งที่อาจารย์แสดงท่าทีสิ้นหวังกับแววตาที่ว่างเปล่าของพวกเราเมื่อสำเนียงอย่าง “อาฟ ต้า ซัง เบิง” เข้าไม่ถึง อย่างมากก็แค่ขำแห้งๆและมีอีกาดำลากเส้นประแบบในอะนิเมะบินผ่าน
ทุกคาบก่อนเข้าเรียน เราจะต้องทวนคำศัพท์จากคาบก่อนและเรียนศัพท์สำหรับคาบใหม่ อาจารย์คุราตะจะมีแผ่นภาพประกอบคำศัพท์ปริ้นท์ใส่กระดาษแข็งขนาด A4 มาวันละกล่อง ซึ่งแต่ละกล่องก็หนักโขอยู่ ตอนเริ่มต้นคาบหากมีใครแอบส่องเข้ามาในห้องเรียน คงจะเห็นชายญี่ปุ่นร่างเตี้ยตัน มีฟันทอง และผมประปราย เดินยุบยกย่อชิดไปซ้ายทีขวาทีพร้อมกับสลับแผ่นคำศัพท์อย่างคล่องแคล่วเร่งเร้าให้เด็กๆ แย่งกันตอบ ในวันที่โรงเรียนเลิกจ้างหลังจากที่รุ่นผมเรียนจบหมดแล้ว จำได้ว่าอาจารย์ขนสัมภาระทุกอย่างกลับยกเว้นกล่องกระดาษคำศัพท์ เพราะเยอะและหนักขนาดที่ใช้รถเก๋งขนกัน 3 รอบไม่หมด มาคิดดูอีกทีน้ำหนักกล่องคำศัพท์ที่แกแบกไปแบกมาจนสอนพวกเราจบนี่ ถ้าไม่ใช่เดอะฮักยักษ์ตัวเขียวคงอยากจะเป็นลมใส่ทีเดียว
ในยุคที่ความรู้หาได้ง่ายแสนง่ายแค่ปลายนิ้ว ยุคที่มี Application สอนภาษาญี่ปุ่นที่สามารถติดตามพัฒนาการและวิเคราะห์จุดบกพร่องของผู้เรียนจนช่วยให้จำศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งหนึ่งที่แอปพลิเคชันให้ผมไม่ได้คือการใช้เวลาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วยกันกับศิษย์ จำได้ว่าพวกเรามีเวลาร่วมกับอาจารย์นอกห้องเรียนค่อนข้างมาก อาจารย์มักพาพวกเราไปทานข้าวที่ฟูจิหลังสอบไฟนอลเสร็จจนกลายเป็นธรรมเนียมประจำปี(แน่นอนว่าสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผม ฟูจิคืออะไรไม่คิดจะอาจเอื้อม ขนาดเอาไม้สอยมะม่วงมาต่อยังเอื้อมไม่ถึงเลย) พวกเราได้เรียนรำญี่ปุ่นที่ทำให้พบว่าเฮ้ย!แค่เคลื่อนดุ๊กดิ๊กไปมานี่ก็เรียกรำเหรอ หัดทำซูชิที่อร่อยจนต้องไล่แจก กระทั่งช่วงสอบวัดระดับภาษาอาจารย์ก็เปิดบ้านติวพิเศษให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แถมยังเป็นคนออกค่าสมัครสอบให้พวกเราด้วย เรียกได้ว่าเปิดโลกประสบการณ์ฉบับบุฟเฟ่ต์โดยแท้
คำหนึ่งที่อาจารย์คุราตะพูดกับผมและคำนั้นยังมีพลังจนถึงทุกวันนี้ คือ “เก่งมาก เก่งที่สุด ผมภูมิใจที่ได้สอนกิตติคุณ” มันเป็นคำพูดที่ทำให้หัวใจน้อยๆ พองโตและซาบซ่านอย่างประหลาด ผมรู้สึกว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่นกับอาจารย์ไม่ใช่แค่ทำให้ผมได้ความรู้ แต่ทำให้ผมมีความมั่นใจในตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้ผมนึกถึงคำที่พี่ณัฐ (ณัฐฬส วังวิญญู – สถาบันขวัญแผ่นดิน ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ครูกล้าสอน) พูดไว้ว่า “ก่อนจะให้เข้าได้เรียนอะไร ให้เขาได้เป็นมนุษย์ก่อน”
เพราะอาจารย์ทำให้ผมเป็นมนุษย์ ผมจึงรักอาจารย์ และนั่นทำให้ผมรักวิชาภาษาญี่ปุ่น