fbpx

ครูเคยโหดในห้องเรียนอมทุกข์ กับการพบว่าครูไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเด็กมีดีกว่าที่คิด

ครูเคยโหดในห้องเรียนอมทุกข์ กับการพบว่าครูไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเด็กมีดีกว่าที่คิด

ผศ.ดร.นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร เป็นอาจารย์ภาควิชาสถิติประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อก่อนอาจารย์นุชเป็นครูขาโหด สิ่งเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์แค่ไหนวัดได้จากคนรอบข้างที่มักแสดงท่าทีหวั่นเกรง แม้จะไม่เคยเรียนด้วยกันมาก่อน ความกลัวที่ว่าไม่ได้กระจุกตัว แต่กระจายจากรุ่นสู่รุ่น จากปากสู่ปาก ข้อดีเพียงน้อยนิดของมันก็คือเด็กๆ ไม่กล้าหือกับครูแบบเขา แต่ข้อเสียอีกมากมายคือการทำให้ห้องเรียนนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ ครูไม่มีความสุข และเด็กเรียนไม่รู้เรื่อง

แต่มนุษย์ย่อมเจอจุดเปลี่ยนในสักวัน เมื่อสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เป็นคือการพยายามยัดเยียดสิ่งดีๆ ให้เด็ก อาจารย์นุชรินทร์จึงเริ่มค้นหาการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเอง กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขายืนอยู่หน้าห้องแห่งนั้น สถานะของการเป็นอาจารย์นุชขาโหดที่กดข่มผู้คนรอบข้างเริ่มเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า จากการเป็นอาจารย์ที่ไม่พบว่ามีเด็กคนใดมาสุงสิง กลายเป็น ‘ครู’ หนึ่งคนเปลี่ยนสถานะเป็น ‘พี่’ และวันนี้เขาถูกพบว่าเด็กๆ เรียกตัวเองว่า “ครูนุช”

นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร

แล้วมีใครเรียกอย่างนี้อีกไหม

มีเด็กห้องนึงที่มีกันอยู่ 10-15 คนบางทีเผลอเรียกพี่ แล้วก็จะมีเด็กอีกห้องนึงที่ เราเคยเรียนด้วยกันเมื่อปีที่แล้ว เป็นห้องเรียน selected เป็นห้องเรียนเรียนเกม ทฤษฎีเกม แต่ว่าเป็นห้องเรียนที่เหมือนเล่นเกมกันทั้งวัน ทั้งคาบ ผลัดกันออกแบบเกมแล้วก็ผลัดกันมาเล่น เขาก็เรียกเราว่า ‘พี่นุช’ บางทีก็มายืนอะไรมาสะกิดเราเพื่อนกันๆ โอเคครูเพื่อนกัน แต่ว่าช่วยรักษาภาพพจน์ครูนิดนึง คือเวลาครูอยู่กับคนอื่นอะไรอย่างนี้ เขาจะมองว่าแกลามปามเว้ย (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรที่เขาเรียกแบบนั้น

เรารู้สึกดีนะ เขารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน ดีมากเลย เพราะเด็กๆ เขารู้สึกว่าเขา rank ต่ำ ที่เรารู้สึกดีเพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขา rank ต่ำกว่าเรา เขา rank เท่าเรา เขาเอาไหล่กระแซะเราแล้วก็บอกเราเพื่อนกัน กอดเรา เรารู้สึกว่า…ที่ผ่านมาลูกศิษย์เราแทบทุกคนรู้สึกกลัวเรา เขารู้สึกว่าเราไม่ใช่มนุษย์เหมือนเขา

วิชาที่สอนมีส่วนไหม

จริงๆ วิชาที่สอนคือพื้นฐานที่เป็นทฤษฎีซึ่งมันยากต่อการ friendly ต่อเด็กได้ เพราะว่า content เยอะมาก แค่เราจะสอนให้มันทัน แล้วเนื้อหาครบก็เป็นเรื่องยากแล้ว ฉะนั้นการที่พยายามจะไป familiar กับเด็ก หรืออะไรอย่างนี้ หรือเป็นเพื่อนเด็กมันรู้สึกว่ามันใช้เวลาเยอะเกินไป เมื่อก่อนนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ

สอนวิชาอะไร

ความน่าจะเป็นเบื้องต้นสำหรับเด็กสถิติ ภาควิชาสถิติซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องเรียน ดังนั้นเด็กปีหนึ่งของภาควิชาทุกคนต้องผ่านมือเรา แล้วก็ด้วยเนื้อหาที่เยอะมาก เป็นวิชาเบื้องต้น คือถ้าไม่ผ่านวิชานี้ก็จะไปต่อวิชาอื่นทางสถิติในภาคเรียนต่อไม่ได้

ก่อนหน้านี้เป็นครูยังไง

ก่อนหน้านี้เราก็เป็นอาจารย์โหด เป็นคนที่เคี่ยวเข้มในวิชาการ แล้วก็เป็นคนที่ตรงต่อกฎระเบียบ แล้วก็เป็นคนที่พูดจายึดถือเป็นความจริง หมายความว่า ความจริงที่ฉันพูดเป็นเรื่องที่คุณจำเป็นต้องยอมรับเพราะมันเป็นจริง แม้ว่าความจริงนั้นมันอาจจะทำร้ายเขา เราก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เขาต้องยอมรับตัวเองให้ได้ จัดการตัวเองให้ได้ มันไม่ใช่ความผิดเราที่เราพูดความจริง แต่จริงๆ แล้วเมื่อเราเปลี่ยนเราพบว่ามันมีวิธีพูดตั้งหลายวิธีที่เขาจะได้ความจริงแบบเดียวกันแต่ความรู้สึกเขาดีกว่า และเราก็รู้สึกดีกว่าที่จะพูดแบบไม่แยแสความรู้สึกของใคร เมตตาเด็กมากขึ้น และยอมรับมันได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กจะเกิดขึ้นเพราะเขารู้สึกว่ามันต้องแก้ไขจากตัวเขาไม่ใช่เพียงเพราะเราบอก

นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร

อะไรที่ทำให้คิดว่ามีบางอย่างต้องแก้ไข

ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเรามีอะไรต้องแก้ไขนะ แค่รู้สึกว่าทำไมตอนอยู่ในห้องเรียนไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่เราเต็มที่กับการสอน เต็มที่มาก เตรียมสอนอย่างเต็มที่ ทำสไลด์ ทำวีดีโอ ทำสไลด์ที่มี interactive บางเทอมก็ทำเลคเชอร์ ตัวอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ช่วย pen mouse เด็กไม่ต้องจดเลคเชอร์ นั่งฟังอย่างเดียว คืออำนวยความสะดวกแทบทุกอย่าง แต่เราก็ไม่รู้สึกถึงความอยากเรียนรู้ของเด็ก เด็กไม่ได้ professional ไม่ได้เป็นนักศึกษา แล้วเราทุ่มเทไปเพื่อเขา มันดูรู้สึกสูญเปล่า แล้วเราก็เหมือนถูกทำร้ายผ่านการสอนในห้อง เราถูก ignore จากเด็กในห้อง เช่นเราถามเด็กไม่ตอบ เราให้เด็กทำข้อสอบ ข้อสอบก็ไม่ต่างจากการบ้านเลย แต่เด็กทำไม่ได้ ทำไมเราทุกข์ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราเต็มที่กับมัน เราก็แค่คิดว่าเราจะหาเครื่องมืออะไรก็ได้ที่มันจะทำให้เรารู้สึกว่าให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขในการสอน แล้วเราคิดว่ามันคงเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กมีความรู้มากขึ้น คือมีความอยากยัดเยียดสิ่งดีๆ ให้เด็กๆ

แล้วค้นพบเครื่องมืออะไร

เราโชคดีที่อาจารย์จุฑา พิชิตลำเค็ญ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตอนเรียนปริญญาเอก แล้วอาจารย์ก็นำพามาให้รู้จักกับ New Spirit เนื่องจากอาจารย์เขาเคยผ่าน course หัวใจอุดมศึกษา แล้วก็พาเรามาฟัง เหมือนเป็นการเปิดตัวโครงการครูกล้าสอน แต่ปีนั้นเป็นปีที่เปิดตัวมาแล้วไม่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มันก็เลยไม่ได้มีการอบรม แต่ปีถัดมาที่เขาได้รับทุนสนับสนุนแล้วเราเป็นคนแรกที่สมัคร ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะสอนอะไร แต่มีความรู้สึกว่าจากการที่เราได้ไปนั่งฟัง talk ที่พี่ณัฐ (ณัฐฬส วังวิญญู ผู้ก่อตั้งสถาบันขวัญแผ่นดิน) เป็นคนมาพูดในปีก่อน เราก็เจอครูหลายๆ คนที่เหมือนบาดเจ็บคล้ายๆ กันกับเรา เราได้ฟังแล้วเรารู้สึกมีเพื่อน เราคิดว่าที่นี่มันคงจะมีอะไรสักอย่างให้ได้เรียนรู้ แล้วกลับไปห้องเรียนอาจจะมีความสุขก็ได้ เราอาจจะมีความสุขก็ได้ หรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่มันต้องเปลี่ยน

เราก็เลยคิดว่าบาดแผลจากการที่เราทำงานมา 15-16 ปีแล้วเราไม่มีความสุข เรารู้สึกว่าเด็กไม่ได้รักเราทั้งๆ ที่เราเต็มที่กับห้องสอน แม้ว่าเราอาจจะเป็นเพื่อนกับเขาได้แต่มันน้อยมากที่จะมีเด็กที่เข้าถึงสภาวะความเป็นเราจริงๆ เพราะเราก็ติดกรอบความเป็นครู ที่ฉันจะไม่สนิทกับเด็กมากเกินไป เพราะว่าฉันจะไม่สามารถ keep look บางอย่างได้ balance ความสัมพันธ์ไม่ให้เด็กรู้สึกว่ามีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะบางคนสนิทกับอาจารย์ มีภาพลักษณ์บางอย่างที่พยายามรักษาความเป็นครู ฉันต้องรักษากฎระเบียบ เดี๋ยวถ้าสนิทกันแล้วมันจะต้องไม่เท่าเทียมกัน ไม่ยุติธรรม ทำให้เด็กไม่เท่ากัน

พอเข้ามาโครงการครูกล้าสอนเกิดอะไรขึ้นกับพี่บ้าง

เราเป็นครูกล้าสอนรุ่นแรกมันก็จะมี 4 module ก่อนหน้าที่จะเข้าครูกล้าสอน เราเคยเข้านพลักษณ์มาคอร์สนึงแล้วเราก็รู้สึกว่า จากนพลักษณ์เราก็เข้าใจตัวเองนิดหน่อยผ่านนพลักษณ์แต่เราไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีปัญหา

ถ้าถามว่ากระบวนการทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไร มันเปลี่ยนแปลงเยอะมาก มันเริ่มตั้งแต่ course แรก วันแรก กิจกรรมแรก เรากลับพบว่าเราพิการ เรามีความไม่สมบูรณ์ ทั้งๆ ที่เราเคยเชื่อมั่นว่าเราสมบูรณ์แบบ เราเก่ง ทุกๆ คนบอกว่าเราเก่ง แล้วเราก็สอนดีด้วยนะ แต่ทำไมเราสอนให้เด็กรู้เรื่องไม่ได้

พอมาเข้าครูก็สอนแล้วพบว่า โห… เราเป็นครู แต่เราเป็นมนุษย์ เราเป็นคนธรรมดาที่เรามีปัญหาชีวิต และปมปัญหาในชีวิตเราส่งผลกระทบต่อพลังงานของเรา ที่ส่งต่อไปยังเด็กได้ เราอาจจะไม่เคยอารมณ์เสียใส่เด็ก แต่ว่าการฟอร์มตัวเป็นบุคลิกภาพของเรา ตั้งแต่เล็กจนโตจนถึงปัจจุบันมันมีผลต่อการที่เรา act ใส่เด็กในท่าทีต่างๆ เช่น เราอาจจะรู้สึกว่าเราเรียกร้องความรัก เราอยากได้ความรักจากเด็ก แต่เราไม่ได้ขอร้องความรักจากเด็กโดยตรงผ่านการให้ความเมตตาเด็ก พี่คิดว่าพี่จะทำให้เด็กเก่งขึ้นได้ผ่านการชี้จุดบกพร่องของเขา แต่ไม่มีใครชอบหรอก ที่จะถูกสอนผ่านข้อบกพร่องของตัวเอง แต่เราถูกทำแบบนั้นมา แล้วเราก็คิดว่าแบบนั้นมันดี แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่

แล้วความที่เราไม่สมบูรณ์ข้างใน เราอาจจะมีปัญหาส่วนตัว ชีวิต การขาดแคลนความรัก หรือแม้แต่ความขัดแย้งบางอย่างในพื้นที่ส่วนตัว มันมีพลังงานที่มันฉายออกไปโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือบุคลิกภาพบางอย่างของเราที่เราเป็นตั้งแต่เด็ก แล้วเราไม่รู้ตัวแล้วมันทำอย่างนี้ออกไป คือผ่านคอร์สที่ 1 เราได้รับการเยียวยาจากกระบวนการให้ยอมรับว่าเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีบาดแผลมากมายมหาศาลเลย และได้รับการเยียวยาดูแล แล้วก็มีพลังออกไปที่จะไปทำเพื่อเด็ก ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าดีมากแล้ว คอร์สหน้ามาเจอกันก็คงมีความรู้แล้ว ไม่ต้องเยียวยาตัวเองแล้วปรากฏว่าทุกคอร์สที่เข้าคือการเยียวยาทุกคอร์ส คือดิฉันมีปมที่ให้ต้องแก้ตลอดเวลา ซึ่งมันก็จะเป็นปมใหม่ๆ ที่เราเพิ่งเคยรู้จักตัวเอง มันกลับมาใคร่ครวญ กระบวนการมันชวนเรากลับมาใคร่ครวญ ตระหนักรู้ในตัวเองให้เห็นว่าตัวเราเองยอมรับความพิการของเรา และพร้อมปรับปรุงแก้ไขมัน เพื่อที่จะส่งต่อพลังงานดีๆ ให้ตัวเองมีพลังงานดีๆ ออกไปให้คนรอบๆ ได้แม้ว่าเราจะพิการ

สิ่งที่เราเป็นนั้น คนอื่นอยู่ใกล้กันระยะ 3 เมตรก็รู้สึกถึงสิ่งที่เราเป็นได้โดยไม่จำเป็นต้องพูด ไม่จำเป็นต้องทำ ไม่จำเป็นต้อง act แค่ยืนเฉยๆ คนก็สัมผัสถึงพลังงานนั้นได้ แล้วถ้าเมื่อก่อนพลังงานเรามันร้าย ทุกคนเขาสัมผัสได้ มันไม่แปลกที่เด็กเขาจะรู้สึกว่าเรียนกับเราแล้วเขาไม่มีความสุข เพราะลึกๆ ข้างในเราก็มีการตัดสินเขาอยู่ว่าเด็กพวกนี้ก็เหมือนไอ้เด็กปีที่แล้วแหละ แต่พอเราเปิดพื้นที่ หมายถึงว่าพอเราผ่านไป 4 คอร์ส ไม่ได้เพียงแค่ครูกล้าสอนที่ช่วยให้มีเครื่องมือ ครูก็สอนให้ทั้งการเยียวยาดูแลเราจากข้างใน สร้างการเติบโตของเราจากภายใน ให้เครื่องมือแก่เรา แต่เราก็ยังขวนขวายเรียนจากข้างนอกด้วย ในระหว่างการเดินทางของครูกล้าสอน เราได้ไปเวิร์คช็อปเพื่อเพิ่มทักษะการเป็นครูโค้ช การจัดกระบวนการต่างๆ จากคอร์สวิถีครู จัดโดยสถาบันธรรมวรรณศิลป์ เข้าเวิร์คช็อปการศึกษา กระบวนการ Mind Academy และการเป็น Mentor การค้นหาตัวเอง จากมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เข้าเวิร์คช็อปละครบำบัดของครูโจเอล การจัดกระบวนการต่างๆ จาก มันก็เสริมกัน คือเราเชื่ออย่างหนึ่งว่าการเรียนรู้มันไม่สิ้นสุด แม้ว่าคุณจะเป็นครูคุณก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้อยู่

เราอาจจะไม่ได้โฟกัสกับวิชาการในวิชาชีพ เพราะว่าเราอาจจะมองไม่เห็นคุณค่ามัน แต่เราให้คุณค่ากับที่เรามี กับเรื่องที่เราไปเรียนมันจะมีผลกับการจัดการห้องเรียน เราให้คุณค่ากับเรื่องการจัดการห้องเรียนมากกว่างานวิจัย เราเลยรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานทางวิชาการเพื่อให้ตัวเองมีเงินเพิ่มขึ้น หรือมีหน้าตามากกว่านี้ เราพอใจแค่นี้ แต่ว่าความสุขของเราไม่ได้อยู่กับการที่เราทำงานในที่ทำงาน ความสุขของเราอยู่กับการทำงานในห้องเรียน

นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร

หลังจากที่เยียวยาตัวเองแล้ว ห้องเรียนเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

จริงๆ มันเป็นความยากกับการจัดการห้องเรียน กับการที่เราเป็น look แบบนี้ มี look ที่เด็กมองเห็น มีภาพในหัวเด็ก แม้ว่าเด็กบางคนไม่เคยเรียนกับเรา แต่ก็จะได้รับการคายตะขาบ ได้รับการปลูกฝังความคิดจากรุ่นพี่หรือแม้แต่จากเพื่อนร่วมงานของเราเองว่าอาจารย์เรามีบุคลิกแบบนี้ๆ นะ มันทำให้เด็กๆ รู้สึกกลัวเรา หรือมีภาพที่เป็นแบบนี้ไว้ มันทำให้พี่ fail กับตัวเองเหมือนกัน หรือแม้แต่คนในที่ทำงานเราก็ยังติดภาพเดิมๆ เรา มันก็ทำให้เรา fail กับตัวเอง เหมือนกับว่าฉันจะเปลี่ยนตัวเองแค่ไหนในหัวพวกแกฉันก็ไม่ได้ถูกมองภาพเปลี่ยนไปใช่ไหม

เราก็เพียรพยายาม คือเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเราก็อยู่ใน safe zone พอสมควรการที่เราจะลองอะไรใหม่ๆ กับเด็ก เราต้อง aware นิดนึงว่า เราจะทำได้กับเด็กเท่าเทียมกันทุกห้องไหม เราก็ค่อยๆ เริ่มทีละเล็กทีละน้อย อย่างในวิชาพื้นฐาน ครั้งแรกเลย เราก็ลองผิดลองถูกเช่นคือมันผ่านไปแล้วช่วงต้นๆ ก็มาลองตรงกลาง ให้เด็กลงไปเก็บข้อมูล แล้วก็ขึ้นมาให้เขาสรุปบางอย่างผ่านความรู้ที่เขามีอยู่แล้วในอดีต เช่นเด็กปี 1 เรียนแผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ ที่มันเป็นรูปวงกลมสามรูปซ้อนกัน เราให้เขาลงไปเก็บข้อมูลแล้วก็ให้เขาลองออกแบบว่าเขาจะนำเสนอข้อมูลให้เป็นกราฟ เขาควรจะใช้กราฟแบบไหน แล้วเขาก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องบอกว่าใช้กราฟแบบไหน ก็นั่งช่วยกันคิด เหมือนทำงานเป็นกลุ่ม ระดมความคิด ไปเก็บข้อมูลมา เห็นความยากลำบากของการเก็บข้อมูล ก็จะรู้ชีวิตตัวเองตอนทำงานจะต้องเจอปัญหาอย่างนี้แหละ คุณยังโอเคกับมันไหม คุณจัดการความรู้สึกไม่โอเคต่อการลงไปเก็บข้อมูลร้อนๆ แล้วคนไม่ให้ความร่วมมือด้วยได้ไหม แล้วต้องเอาข้อมูลที่มีอยู่เป็นร้อยมาสร้างชาร์ตเพื่อที่จะโชว์ เพราะเดี๋ยวจะสรุปให้เพื่อนฟัง

แล้วสิ่งที่อาจารย์ถามต่อก็คือว่า และโอกาสที่เราจะเจอคน หรือคนที่มีลักษณะอย่างนี้อย่างโน้นอย่างนั้น เป็นเท่าไหร่จากแผนภาพของแต่ละกลุ่ม เพราะมันจะมีบางกลุ่มที่มีคำถามที่มันซ้ำกัน แล้วเด็กเขาก็คำนวณตัวเลขออกมาให้เรา แล้วเราค่อยให้ทฤษฎีเขา เขาก็ตกใจว่า เอ้า… นี่เรียนแล้วหรอ (หัวเราะ) แล้วเขาก็ตกใจนิดนึง มันก็เหนื่อยตอนที่วิ่งไปเก็บ แต่มันก็สนุกตอนที่ได้มาคุยกัน ได้มาวาดรูป ได้มาระบาย ได้มาระลึกถึงความเป็นเด็ก ได้ตกแต่งภาพแล้วก็ได้ presentation เฮฮาหน้าห้อง นั่งฟังกันนั่งกันกับพื้น แล้วก็ขำเพื่อนที่พรีเซนต์ อยู่ๆ อาจารย์ก็บอกว่าเนี่ยสิ่งที่เราพูดมันคือสูตร สูตรที่เราต้องเรียน หรือเป็นเรื่อง set นะ ที่เราต้องเรียน แล้ว intersection มันมาจากสิ่งที่เมื่อกี้คุณพูด มันมีความเชื่อมโยงกับชีวิตเขา ทำให้เขาเห็นว่ามันไม่ใช่ของลอยๆ สถิติมันเป็นของที่อยู่ในชีวิตจริงๆ แล้วมันก็ไม่แน่นอน เห็นความไม่แน่นอนจากการทดลอง หยิบไม้ไอติมเรียงไม้ไอติม เราก็พยายามหาสื่อที่ช่วยให้เด็กสนุก แทนที่จะมานั่งท่องสูตร แล้วก็ให้เขาหาสูตรจากคำตอบที่เขาให้เรา แล้วเขาก็รู้สึกว่า อ๋อ… เหรอ ซึ่งเราชอบหน้าเขาตอนเขาอ๋อ มัน เอ้า นี่สูตรหรอ อ๋อ หรอ พอหลังจากนั้นเขาก็จะ อ๋อเข้าใจแล้ว เป็นอย่างนี้

ทำไมพลิกวิธีการนิดเดียวเด็กกลับเรียนรู้ได้ดีขึ้น

คือบางทีเด็กก็อาจจะยังไม่เข้าใจแก่น จะจัดเชื่อมโยงกับสิ่งที่เหมือนเคยทำ พอมันผ่านมือ ผ่านใจ สมองจะทำงาน (หลักการพัฒนาคนผ่าน hand head heart) ผ่านมือ… มือมันเป็นกล้ามเนื้อที่มีประสาทแล้วมันก็ส่งไปที่สมองให้จดจำได้ แล้วความรู้สึกบรรยากาศตอนนั้นมันก็จะอยู่ที่ใจเด็ก เด็กมันจะจำ moment นี้ได้ เรื่องนี้เขาจะจำได้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม อันนี้เป็นสิ่งที่เด็กบอกเราว่า มันประหลาดตรงที่พี่เคยสอนการแจกแจงทางสถิติ แต่การแจกแจงทางสถิติใน 3 ชั่วโมงแล้วเด็กจำอะไรไม่ได้เลย กับเราจัดกิจกรรมใหม่ให้เด็กจับกลุ่มกัน แล้วก็นั่งดู เปิดหนังสือ เปิด google เปิดอะไรก็ได้ แล้วก็บอกเราว่าในแต่ละแผ่นที่คุณได้เอกสารไปมีโจทย์ 8 ข้อ สามารถบอกครูได้ไหมว่าในแต่ละข้อมีการแจกแจงอะไร แล้วรู้ได้อย่างไร มันก็มีคำถามมาว่าอันนี้มันเป็นการแจกแจงหมดทุกอันไหมตรงนี้ เราก็ถามเขาว่าสังเกตยังไง เราใช้วิธีการตั้งคำถามแทนที่จะบอก แล้วเขาก็สังเกตว่ามันน่าจะเป็นแบบเดียวกันแหละอาจารย์ ถ้าเป็นแบบเดียวกันหาสิ keyword คืออะไร พอเขาเห็น keyword เขาเห็นทุกข้อมีโครงเดียวกัน เขาได้ข้อสรุปบางอย่าง แล้วเขาก็ตรงนี้ขึ้นมา เขียนใส่กระดาษที่จะไประบายสี ให้เขาใช้ชอล์กวาดระบาย แล้วไปเล่าให้เพื่อนฟังนะว่ารู้ได้ยังไงสังเกตได้ยังไงมีลักษณะยังไง

พอเขาขึ้นไปสอนเพื่อน ทุกกลุ่มก็จะทำอย่างนี้ ทุกคนจำได้ของตัวเองอันนึงแน่นอน แล้วพอฟังเพื่อนเล่า ภาษาที่เด็กเขาใช้กัน เขาสื่อสารได้มากกว่าภาษาที่คุณครูใช้ คือครูอาจจะพูดด้วยศัพท์ยาก แต่พอเด็กพูดปุ๊บคือเด็กทุกคนเคลียร์ เรา quiz เด็กไทยชั่วโมง เด็กตอบเราได้หมดว่านี่คือการแจกแจงใด ในขณะที่เราสอนคนเดียว 8 การแจกแจงในคาบ จำอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่เพื่อนสอนกันเอง แต่มันจะเสียเวลามากเลย เพราะว่ามันจะไม่ได้ในส่วนของตัว content ที่มันเป็นทฤษฎีแต่อย่างน้อยเขาสามารถจำแนกแจกแจงสิ่งที่เราอยากให้รู้ได้แล้ว แล้ว class ถัดไปเราก็ค่อยๆ จับทฤษฎี แต่มันจะใช้เวลาเยอะมาก ความยากคือเรานี่แหละมีความคาดหวัง ในอดีตเราเคยคาดหวังว่าเราจะสอนไม่ทันเพราะเนื้อหาเราเยอะมาก พอเราเริ่มทำกิจกรรมพวกนี้มันก็มีความคาดหวังว่าจะสอนทันไหม มันเสียเวลาไง กลัวต้องมาอัดความรู้เข้าไปอีกครั้ง

คาบแรกๆ มันไม่ได้ดั่งใจเรามันก็มีความกังวล แต่พอเราวางใจใหม่ว่า let it go เราแค่มีศรัทธาในการเรียนรู้ของมนุษย์ และทุกอย่างที่เราต้องสอนเขามันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เขาเพิ่งรู้ มันเป็นเรื่องที่เขามีอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่เขาไม่เคยรู้ว่ามันอยู่กับเขา เราแค่มาชี้ให้เขาเห็นว่ามันอยู่ตรงนั่นแหละ ตรงที่รู้อยู่แล้ว แล้วครูแค่สรุปให้เป็นสูตรให้เขาดู อยู่ๆ วันหนึ่งมันก็ทัน โดยที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันทัน แล้วเราก็รู้สึกประทับใจว่าความศรัทธาที่เรามีต่อกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ของเด็กนั้นศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่เราอย่าดูถูกความสามารถของเด็ก เราต้องศรัทธาว่าถ้าเด็กเขาเรียนผ่านกระบวนการที่เขามีความสุขบรรยากาศในห้องเป็นมิตร เขาได้พูดคุยกับเพื่อน ได้ลองทำอะไรผ่าน hand แล้วก็ให้เขา reflection ผ่านการพูดคุย แล้วให้เขาสรุปจับประเด็นในแต่ละครั้งที่เรียน เขาจะจำมันได้ เขาจำความรู้สึกที่ผูกรวมกับสิ่งเหล่านั้นได้

นุชรินทร์ ทิพยวรรณากร

เด็กๆ เอาวิธีการที่สอนไปใช้บ้างไหม

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่น้าเราเป็นมะเร็ง แล้วเราต้องพาน้าไปทำเรื่องการบำบัดทางจิตใจนิดนึง มีเพื่อนที่เป็นนักให้กำลังใจมาเราก็โดดงาน แต่เรามีคลาสสอนเขาแล้วคลาสที่เป็นคลาสที่เด็กไม่อยากขาด แล้วเราก็ไม่อยากขาดด้วยนะ ก็เลยบอกเด็กว่าช่วยจัดห้องเรียนแบบที่เราจะเอาหัวข้อนี้นะจัดกันหน่อยแล้ว live บน facebook ให้ดูหน่อย

ให้เด็กที่เรียนคาบเช้าให้เขาจัดกันเอง เชื่อไหมว่าเด็กสามารถที่จะจัดสรรตำแหน่งในสังคมของเขาว่าใครจะเป็น leader โดยที่ไม่ต้องบอกว่าแกเป็นสิ แกเป็นสิ อยู่ๆ เขาก็ผลัดกันเป็น leader อยู่ๆ เขาก็ผลัดกันเป็นผู้ตาม ซึ่งมันเป็นการจัดการอัตโนมัติมากเลย ไม่ได้มีใครจะเป็นคนชี้ว่าฉันจะเป็นหัวหน้า หรือแกต้องรับผิดชอบ เนี่ยมาจัดห้องเร็ว เดี๋ยวจะต้อง live ให้อาจารย์ดูแล้ว เขาก็ live แล้วก็ทำให้เราดูว่าเขาจะทำเกมแบบนี้แล้วเขาก็ reflection นะ ด้วยกระบวนการที่เราทำอยู่ประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เขาก็เหมือนเลียนแบบ แล้วเราเห็นพลังของการเลียนแบบของเขาว่า เฮ้ย… เด็กมันออกแบบการเรียนได้

พอห้องอีกวันหนึ่ง เป็นวันที่เราว่างแต่อยากให้เขาได้อะไรเหมือนกัน เลยถามเขาว่าเป็นไปได้ไหมที่เราอยากจะให้เขาจัดห้องเรียนเอง เพราะเขาเห็นว่าเพื่อน (ห้องก่อนหน้า) live แล้วเป็นยังไง อันนี้เราก็บอกเขาว่าขออนุญาตไม่เข้าห้องเพื่อให้มันมีความยุติธรรม อยากให้พวกเราจัด live ให้ครูดู ครูอยู่ที่ห้องทำงานครูจะขอดู live บนห้อง แล้วพอเดี๋ยวคุณปิดคลาสครูจะลงมาส่งคุณที่หน้าลิฟต์ ส่งคุณกลับบ้านเหมือนทุกที พออาทิตย์ถัดมาเราก็ขอ reflection เด็ก แล้วเด็กรู้สึกว่าดีใจที่อาจารย์อนุญาตให้พวกหนูได้ลองเป็นคนสอน ไว้วางใจให้พวกหนูเป็นคนนำกิจกรรม

จริงๆ แล้วจะบอกว่าคลาสนี้เป็นคลาสเรียนที่ตอนแรกไม่กล้าทำ แต่ได้รับกำลังใจจากอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอก อาจารย์หญิง จุฑา (จุฑา พิชิตลำเค็ญ) ว่านุชรินทร์เธอลองทำเถอะ เพราะว่าอย่างน้อยเด็กก็จะได้เรียนกับห้องเรียนที่เธออยากจะทำให้เขา อย่างน้อยเด็กได้พบห้องเรียนที่ไม่มี rank ห้องเรียนที่เด็กสนุกได้ ห้องเรียนที่ครูเป็นเพื่อนกับเด็ก ซึ่งเธอจะได้ออกแบบการเรียนรู้ด้วย แต่ถ้าเธอมัวแต่กลัวว่าสิ่งที่เธอทำไปมันจะสูญเปล่า เพราะในวันหนึ่งเด็กก็ต้องไปเจอกับครูคนอื่นแล้ว เขาก็จะถูก rank ของครูคนอื่นกดทับ แล้วเขาก็กลับไปไม่มีความสุขเหมือนเดิม เด็กจะถูกทำร้าย นั่นเป็นปัญหาที่มันยังไม่ได้เกิดขึ้น เด็กอาจจะได้เรียนรู้ เติบโตในห้องเรียนเธอ แล้วเขาก็ได้รู้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับ rank ตรงนั้นได้ก็ได้ อย่างน้อยที่สุดเด็กควรที่จะได้มีโอกาสแบบนั้นสักครั้งในชีวิต