fbpx

นงลักษณ์ เล็กรุ่งเรืองกิจ: ความเปลี่ยนแปลงของครูที่เคยสร้างความกลัวให้เด็ก

นงลักษณ์ เล็กรุ่งเรืองกิจ: ความเปลี่ยนแปลงของครูที่เคยสร้างความกลัวให้เด็ก

นงลักษณ์ เล็กรุ่งเรืองกิจ เป็นอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) อาจารย์นงลักษณ์เข้ามาร่วมโครงการครูกล้าสอนรุ่น 1 เธอสารภาพว่าตอนแรกเข้าใจว่าโครงการนี้คือการสอนแบบครุศาสตร์ มอบเครื่องมือ Howto ให้ครูไปสอนนักเรียน ทั้งยังไม่คาดหวังว่าจะได้อะไรติดมือไปเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เพียงโมดูลแรกของหลักสูตร นอกจากกระบวนการอบรมไม่ใช่อย่างที่คิดแล้ว สิ่งที่ได้ติดมือกลับไปกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนตัวตน เปลี่ยนห้องเรียน และเปลี่ยนโลกทัศน์ของการเป็นครูไปเป็นอีกแบบ ชนิดที่เธอเองก็ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้

นงลักษณ์ เล็กรุ่งเรืองกิจ

ก่อนหน้านี้เป็นอาจารย์แบบไหน

เป็นอาจารย์ที่ซีเรียส จริงจัง จริงใจ เสียงดังฟังชัด แต่ว่านิสิตเขาก็กลัว เพราะในความเสียงดังเขาคิดว่าดุ แล้วก็จากการที่ว่าเราเสียงดังฟังชัดเจน เด็กเขาก็จะว่าเราเหมือนแข็งกระด้าง เหมือนดุ แล้วเขาก็กลัวเรา

เป็นคนชอบการอบรมอยู่แล้วหรือเปล่า ทำไมถึงมาเข้าร่วมโครงการครูกล้าสอน

ปกติเป็นคนชอบอบรม เป็นคนชอบไปสัมมนาหาความรู้ให้ตัวเอง แต่จะเลือกคอร์สที่โดนใจ เช่น เทคนิคการออกแบบที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม พลังงาน ในสายงานตัวเอง ส่วนครูกล้าสอนหรือการศึกษาไม่ค่อยเลือกเพราะว่าเหมือนกับตัวเองไม่ได้เรียนมาทางด้านงานสอน แล้วการที่มาเป็นอาจารย์ก็เหมือนกับเราเอาเทคนิควิชาการที่เราเราเรียนด้านวิศวกรรมไปสอน เราก็เลยคิดว่ามันไม่สัมพันธ์กัน คนละเรื่องกัน การศึกษาหรือวิธีการสอนมันน่าจะเป็นพวกศึกษาศาสตร์ เราคิดอย่างนี้ โลกทัศน์เป็นแบบนี้เมื่อก่อน

มาเจอโครงการครูกล้าสอนได้อย่างไร

เห็นในเฟสบุ๊ค ซึ่งปกติเฟสบุ๊คก็ไม่ค่อยได้เล่นนะ บังเอิญไปเจอยังไงก็ไม่ทราบ เปิดเจอแล้วก็เห็นแล้วสะดุดใจ ชื่อ ‘ครูกล้าสอน’ ก็เออ ชื่อแปลกๆ แต่ดีนะ ชื่อท้าทายดี แล้วเราก็ไม่ค่อยมีความกล้า ไปก็น่าจะกล้าขึ้น ตอนแรกเห็นคอร์สก็คิดว่าไปไม่ได้หรอก 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3-4 วันน่าจะติดขัดมาก เพราะว่าภารกิจงานสอนเยอะ แล้วมันไม่ใช่งานสอนอย่างเดียวไง ครูในปัจจุบันถูกวางหน้าที่ไว้ตั้ง 4 บทบาท ทั้งช่วยงานบริหาร ทั้งคนที่มีอายุเยอะแล้วยิ่งต้องช่วยงานบริหาร ทำบริการวิชาการ ทำงานวิจัย ทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม แล้วก็ต้องดูแลนิสิต ก็เลยคิดว่าใช้เวลาตั้ง 4 ครั้ง เนี่ยจะออกแบบได้ยังไง เพราะว่าเราไม่รู้อนาคตได้เลยว่าจะถูกมอบหมายภารกิจสำคัญเมื่อไหร่

แต่ก็คิดว่าค่าอบรมไม่ได้แพงมาก ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามีโครงการสนับสนุนจาก สสส. หรือเปล่า รู้แค่ว่าดูราคาแล้วโอเคยอมรับได้ ถึงคณะไม่ออกให้ก็ออกเองได้ ก็เลยทำเรื่องขอคณะ คณะก็อนุมัติเพราะว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของอาจารย์

ไปครั้งแรกก็ยังคิดอยู่ว่า ถ้าไม่โอเคก็คงไม่ไปต่อ ครั้งแรกถือว่าไป survey ไปสำรวจ ไปครั้งแรกก็ด้วยความขัดเขิน ความรู้สึกคือคนที่มาเขาเป็นครูศึกษาศาสตร์แน่ๆ หรือไม่ก็เป็นครูประถมที่เกี่ยวกับการสอนโดยเฉพาะ เราคงเป็นอีกแนว ที่คุยกับเขาคงไม่เข้าใจหรอกคิดอย่างนี้ เราก็เลยเกร็งๆ เข้าไปด้วยอาการเกร็งๆ

นงลักษณ์ เล็กรุ่งเรืองกิจ

หลังจากนั้นเป็นอย่างไร

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันในโมดูลแรก 3 วัน รู้สึกว่านี่มันเหมือนการมาทำให้ตัวเองตระหนักรู้ เป็นการอบรมที่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ในตัวเอง ในตัวผู้อบรมแล้วก็เลยงงๆ อ้าว ตอนแรกเข้าใจว่าครั้งนี้จะมาเรื่องของเทคนิคการสอน สอนอย่างไรให้นิสิตเข้าใจ ให้นิสิตสนุกอยากมาเรียน

ปรากฏว่าเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง กลายเป็นเรื่องของครูผู้รู้ในตน เรากำลังยืนอยู่หน้าชั้นเรียนอย่างไร ทำไมนิสิตฟังแล้วไม่เข้าใจ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ ก็เลยมีความรู้สึกว่า โห… กลับไปเปลี่ยนโลกทัศน์เลย จากที่เคยจะมาหาเทคนิคการสอน ก็ต้องกลับไปดูว่าตัวเองสอนอย่างไร แล้วยังไม่พอนะ ต้องดูอีกว่าเราวางตัวอย่างไรกับนิสิตทำไมเกิดความห่างเหินได้ขนาดนี้ เรามีปมอะไรในชีวิตเราทำให้เรามีความทุกข์ แล้วความทุกข์มันส่งผ่านจากตัวเราไปสู่นิสิตโดยที่เราไม่ต้องพูดแต่นิสิตเขารู้สึกได้ ก็เลยบอกว่าพลาดไม่ได้ โมดูล 2-4 ต้องไป ยังไงก็ต้องว่าง ถึงไม่ว่างก็ต้องจัดการให้ว่างให้ได้

ครั้งแรกนอกจากตระหนักรู้ ยังได้เปิดปมบางปมของตัวเองซึ่งไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี รู้แค่ว่าตัวเองมีความทุกข์ ชีวิตของเรามีความทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าปมนั้นแก้ไขได้ คิดแต่เพียงว่า แก้ไขไม่ได้หรอกปมนี้

พอปมนั้นถูกเปิดแล้วรู้สึกว่าคุ้มมากที่ได้มา ได้เปิดปมที่เป็นปัญหาภายในจิตใจเรา ทำให้เราทำตัวเหินห่างจากผู้คน ในขณะเดียวกันก็คงเหินห่างจากนิสิตด้วยโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว

พอครั้งที่สองก็รู้สึกว่ามีอีกแล้ว เปิดขึ้นมาเจอปมอีกแล้ว เหมือนทุกครั้งที่มามันมีความหนักอยู่ เรามีความรู้สึกว่าเราแบกอิฐไว้ แบกก้อนหินไว้ หินมันถูกยกออกทีละก้อน เอาออกจากถุง จากเป้สะพายหลังเรา เบาขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งที่สองเราได้ฝึกเรื่องครูผู้สลายความขัดแย้ง ส่วนครั้งที่สามเราเริ่มมองหาว่าเครื่องมืออะไรที่เราจะต้องการเพิ่มเติมอีก ก็เริ่มแสวงหา แล้วคราวนี้ไม่รอโมดูล 4 แล้ว ระหว่างนั้นเราไปหาอันอื่นอบรม เพื่อที่จะได้เพิ่มเครื่องมือให้กับตัวเอง พอเริ่มมีไอเดียแล้วว่าจะต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงห้องเรียนอย่างไร

พอตัวเราเริ่มเปลี่ยนเด็กสังเกตได้แล้วว่าเราเปลี่ยน เพราะจากที่โยนมุขไปเด็กไม่ขำเด็กเริ่มขำ จากการที่เราเปลี่ยนเราก็งงเหมือนกัน จากเดิมไม่ขำเพราะคราวนี้มาเขาเริ่มรู้สึกขำกับเรา แสดงว่าเราโอเค หมายความว่าเรามีความเป็นมิตรมากขึ้น

ห้องเรียนตอนนั้นเปลี่ยนไปอย่างไร

เด็กเคยมองว่าอาจารย์ดุแล้วก็ไม่กล้าคุยด้วย นิสิตบางคนอยู่ดีๆ เขาก็หายไปเลยจากชีวิตเรา เพราะเขามีความทุกข์ เขาไม่กล้าบอกเรา เราโทรตามแค่ไหนเขาก็ไม่มาเพราะเขากลัวเรา จนวันหนึ่งเขาก็เดินเข้ามาหาเราเอง แล้วเขาก็มาเล่าให้ฟังถึงความทุกข์ที่มีในชีวิต เราก็แบบ โห… แล้วที่เอ็งเดินหายไปวันนั้น กลัวอาจารย์ใช่ไหม คืออาจารย์ก็ต้องขอโทษด้วยอาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์ดุ หรือว่ามันไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ แต่วันนี้ที่ได้ฟัง รู้สึกว่าเขามีความทุกข์ใหญ่มาก รู้สึกว่าเขามีความเข้มแข็งมาก รู้สึกดีกับเขาที่เขาฝ่าฟันปัญหาของตัวเองมาได้

คิดว่าอะไรที่ทำให้นักศึกษากล้าเดินเข้ามาคุยด้วย

มันเป็นพฤติกรรมเราด้วย คือก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามา เราเจอเขาเราก็ทักทาย เป็นยังไง หายไปเป็นห่วงนะ มีอะไรก็มาหานะ มาเล่าให้ฟังบ้างว่าไปทำอะไรมา อาจารย์ก็ยังมี วิชานี้ก็ยังรออยู่ พร้อมเมื่อไหร่ก็เข้ามานะ เราก็ไม่ได้คาดคั้นเขา รอเมื่อเขาพร้อม บอกให้เขารู้ว่าเมื่อเขาพร้อมก็ให้เข้ามา แล้วก็ไม่ต้องรีบ ก็รอเขาเสมอ คือท่าทีเราที่เปลี่ยน เป็นมิตร จนเขาก็เดินมา เขาบอกว่าเขาพร้อมแล้วที่จะมาเล่า พร้อมแล้วที่จะมาลงวิชานี้ แล้วเขาก็เล่าว่าที่เขาหายไป ไปไหน ไปทำอะไรมา เขามีความทุกข์ยังไง แล้วเราก็เลย ฟังเขาแล้วรู้สึก บอกเขาว่าถ้าอาจารย์เป็นคุณอาจารย์ยังไม่รู้เลยว่าอาจารย์จะจัดการกับปัญหานี้ยังไง แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะมีชีวิตรอดอย่างที่คุณเป็นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นคุณรอดมาได้ อาจารย์ว่าคุณเก่งมาก ให้คุณรู้สึกชื่นชมตัวเอง แล้วก็ขอบคุณตัวเองที่เข้มแข็งมาถึงขนาดนี้ เรียนดีไม่ดีมันไม่ใช่สิ่งที่บอกว่าเราจะสำเร็จหรือไม่ แต่การที่เราผ่านอุปสรรคปัญหาที่หนักๆ มาได้นั้นเป็นตัวบอกแล้วว่าเราสำเร็จ เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับเราว่าเราต้องการสิ่งนี้อีกไหม ถ้าเราต้องการอยากเรียนเราอาจจะแค่ประคองมันไป

นงลักษณ์ เล็กรุ่งเรืองกิจ

ตั้งแต่ร่วมโครงการจนมาถึงปัจจุบันตกผลึกการเรียนรู้จนมาเป็นอาจารย์คนนงลักษณ์ปัจจุบันนี้อย่างไร

เราเป็นคนที่มองโลกในแง่ลบ ในอดีตเป็นคนที่มองโลกในแง่ลบมาก และเป็นคนที่พร้อม… ถ้าศัตรูเข้ามาพี่ก็พร้อมฟาดฟัน คิดอย่างนี้เลย แต่เราไม่รู้ตัว คิดแค่ว่าเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ภาพอดีตนะ คิดว่าตัวเองเป็นคนใจดี มนุษย์สัมพันธ์ดี แต่เพิ่งมารู้หลังจากอบรมครูกล้าสอน ‘นี่เธอเป็นคนที่มนุษย์สัมพันธ์แย่มาก’ (บอกตัวเอง) แล้วก็เป็นคนที่คนอื่นกลัว

พออบรมเสร็จเราคิดว่าตอนนี้เราเป็นคนที่คิดบวก แล้วก็ทั้งหมดทั้งมวลในตัวเราเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากคนนึงไปเป็นอีกคนนึงที่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนได้ แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าโครงการนี้มันทำให้คนเปลี่ยนใจได้ เราก็แปลกใจมาก คือถ้าเปรียบเทียบกับการปฏิบัติธรรม เพราะก่อนหน้าที่เราจะเข้าครูกล้าสอน เราไปปฏิบัติธรรมมา แล้วเราก็มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรมให้ถึงปลายทางให้ถึงฝั่งฝันเลย แต่เราก็ยังฉงนว่าอาการบรรลุธรรมมันเป็นยังไง จนเมื่อวานนี้ยังคิดอยู่เลยถ้าเปรียบเทียบกับการบรรลุธรรมของทางธรรม ตอนนี้เราบรรลุแล้ว บรรลุคือมันสามารถทำให้เราเปลี่ยนจากคนที่ติดลบ คิดติดลบกลายเป็นคนคิดบวกเสมอ เมื่อเจอเหตุการณ์ร้ายๆ กับเรา แทนที่เราจะร้ายตอบ ปรากฏว่าเราเปลี่ยนไปเป็นสงสารเขา สงสารคนที่มาว่าเรา รู้สึกว่าชีวิตเขากำลังมีความทุกข์มาก

เดินเข้าอาคารออฟฟิศเจอคนตวาดใส่เรา ทั้งๆ ที่เราก็คิดว่าเราเป็นอาจารย์ พอเขาทำอย่างนี้กับเรา หลังจากไปอบรมเรารู้สึกเลยว่า ทั้งวันเขาเจออะไรมาบ้าง มันคงแย่มากเลยใช่ไหม แล้วดูหน้าตาเขาไม่มีความสุขเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำกับเราแสดงว่าเขาอัดอั้นมาเยอะ จนทนไม่ไหวอีกต่อไป ต้องหาที่ระบายอะไรสักอย่าง จนมาเจอเราแล้วเขาคงเห็นว่าคงระบายได้คนนี้ คนๆ นี้ระบายได้ เขาก็เลยระบายใส่เราเลย พอระบายเต็มที่เราก็รู้สึกว่าสงสารเขามากเลย นี่ถ้าเขาไม่ได้ระบายนะชีวิตที่ผ่านมาเขาจะเจ็บปวดขนาดไหน เรารู้สึกอย่างนั้นเลย จนเรารู้สึกว่าเรารองรับ ปล่อยออกมา แล้วเราก็มีปฏิกิริยาที่ดีกลับ แล้วก็ขอโทษเขาด้วยนะ ทั้งๆ ที่เขาว่าเรา ขอโทษไม่รู้จริงๆ

สถานการณ์นี้ก็นานๆ มาที ไม่รู้หรอกว่าจะต้องเตรียมตัวยังไง แต่ว่าก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ต้องใช้อะไร ขอจดนิดนึง แล้วเขาก็อึ้งไป แล้วเขาก็ค่อยๆ บอกมาว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราก็รีบดำเนินการ รอแป๊บนึงนะคะ จนเขาก็ค่อยๆ รู้ตัว แล้วเขาก็เริ่มช่วยเรา

ทุกอย่างเปลี่ยน โลกเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน คือเหมือนที่บอกว่าพอเราเปลี่ยนคนรอบข้างเราก็เปลี่ยน แล้วไม่ได้เปลี่ยนจากใครเปลี่ยนจากเรานี้แหละ แต่เมื่อก่อนเรา (เอาแต่คิดว่า) คนอื่นไม่ดี จริงๆ แล้วเรานี่แหละต้นเหตุจากความไม่ดีทั้งมวล พอเราดีสักคน คนอื่นก็ดีหมดเลย การตกผลึกคือถ้าเราดีคนรอบข้างเราก็จะดีไปด้วย