fbpx

ศิริวรรณ บุญอนันต์: ครูที่เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นมิตร และทำวิทยาศาสตร์ให้ easy

ศิริวรรณ บุญอนันต์: ครูที่เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นมิตร และทำวิทยาศาสตร์ให้ easy

ศิริวรรณ บุญอนันต์ เป็นครูประจำกลุ่มประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ครั้งนึงเธอยอมรับว่ามีปัญหากับห้องเรียน กระทั่งจังหวะหนึ่งที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ปิ๊งแว๊บ!” ขึ้นมา จึงทำให้ครูวิทยาศาสตร์จับโน่นชนนี่ จับสีชนหลอดทดลอง จับชีวะเคมีให้อยู่ในอาหาร และเปลี่ยนห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่ควรจะเคร่งด้วยตำราให้มีสีสันและแรงบันดาลใจ อะไรทำให้ห้องเรียนเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น บทสัมภาษณ์ขนาดไม่สั้นไม่ยาวบรรจุเรื่องเล่าของคุณครูท่านนี้เอาไว้แล้ว

ยกตัวอย่างห้องเรียนที่สอนอยู่ให้ฟังหน่อย

class แรกของต้นปีนี้วางการสอนร่วมกับทีมเป็น module เรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบร่างกาย ก็จะเริ่มจากการให้ประสบการณ์เด็ก โดยพาไปที่พิพิธภัณฑ์ร่างกายมนุษย์เพื่อให้เขาเห็นภาพรวมว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ได้ประสบการณ์ตรงกับภาพที่เห็น จากนั้นก็จะมาสู่ part ย่อยๆ อาจจะเป็นเรื่องของระบบอาหาร ระบบหายใจ ระบบเลือดแล้วก็ระบบประสาท

ใน class ที่รับผิดชอบเป็นหลักนั้นเกี่ยวกับเรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบหายใจ ซึ่งเราเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นระบบหมุนเวียนเลือด เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นหัวใจ ให้เด็กๆ ทำกิจกรรมโดยการแบ่งบทบาทผ่านองค์ประกอบของระบบหายใจว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แล้วก็แบ่งหน้าที่ให้เขา เช่น มีลิ้นหัวใจ มีปอด มีหลอดเลือด มีเลือดดำ เลือดแดง แล้วก็จะจัดเป็นกิจกรรมขึ้นมาให้เขาทำ เพื่อให้เขารู้สึกก่อนว่ามันเป็นอย่างไร เขาอาจจะมีประสบการณ์ มีความรู้ในด้านนี้มาบ้างจากตอนประถมปลาย แต่ครั้งนี้ให้เขาได้มาสำรวจความรู้นั้น แล้วก็จะพาไปต่อด้วย

มันมีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้คาดคิดกับคลาสเรียนนี้ก็คือหัวใจล้มเหลว เราก็ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะเกิดแบบนี้ (หัวใจล้มเหลวผ่านกิจกรรม role play) อยู่ๆ ก็เกิดปิ๊งแว๊บ เกิดการเรียนรู้ขึ้นมาว่า เฮ้ย! อันนี้ไม่ได้เตรียมในบทเรียนเลยที่จะพูดเรื่องหัวใจล้มเหลว แต่กระบวนที่เขาทำกิจกรรมมันแบบ…

เราเปิดเพลงให้เขาทำไปตามจังหวะเพลง เดี๋ยวก็ช้า เดี๋ยวก็เร็ว พอถึงจังหวะเร็วเขาก็รวน หัวใจเลยล้มเหลว ก็เลยยกกรณีนี้ขึ้นมาพูดคุยว่า ถ้าหัวใจล้มเหลว เมื่อกี้มันเกิดที่จุดไหน ก็เลยโยงเข้าไปถึง การทำงานที่มันไม่ synchronize กันทั้งระบบ มันก็อาจจะเกิดการติดขัด ตรงใดตรงหนึ่ง ตรงลิ้นหัวใจหรือเปล่า หรือที่ปอดหรือที่หลอดเลือดมันแคบไปหรือเปล่า ดันกลับพลิกเป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากกิจกรรมตัวนี้

แต่ละ class ที่ตัวเองออกแบบก็จะชอบตรงที่มันมีเรื่องเซอร์ไพร์สตลอดเวลา บทเรียนเดียวกันสอนเด็ก 4 ห้อง ครูเรียนรู้ 4 แบบ ก็จะสนุกไปกับมัน

สอนชั้นไหนบ้าง

ตอนนี้โรงเรียนจะมี ม.1 กับ ม.2 เราก็สอนทั้งสองระดับชั้นเลย โรงเรียนเพิ่งเปิดได้ 3 ปี ตอนนี้กำลังรับสมัครรุ่น 3 เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่โรงเรียนเริ่มเปิดตัวเลย เป็นทีมแรก เป็น pioneer ทีมเลย เป็นตั้งแต่แม่บ้านยันผู้อำนวยการ ทำตั้งแต่เช็ดฝุ่น ยกโต๊ะ ช่วยกันคิดงาน ก็จะมีทีม pioneer อยู่ 10 กว่าคน

แล้วแบบนี้มีปัญหาอะไรบ้าง

วัตถุประสงค์ของโรงเรียนตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราเห็นว่า ที่จริงการเรียนรู้ในโรงเรียนเราสามารถปรับอะไรได้หลายๆ อย่าง แต่ถ้าอยู่ในระบบจริงๆ มันก็อาจจะติดขัดด้วยปัญหาอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน โรงเรียนนี้ก็เลยเกิดขึ้นมาเพราะความทุกข์ยากของนักเรียนนี่แหละ เรียนแล้วทำไมไม่มีความสุข เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่เจอตัวเอง

concept ของโรงเรียนเราถ้าพูดในภาพใหญ่ ช่วง ม.ต้น เราตั้งใจจะให้เขาเจอประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อค้นพบตัวเอง จากนั้นตอน ม.ปลาย พาตัวเองลงลึกและกำกับการเรียนรู้ได้ อันนี้คือ concept ภาพรวมของโรงเรียน

โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นโดยที่บอกว่าคนที่จะมาเป็นครูที่นี่ไม่จำเป็นที่จะต้องจบครูก็ได้ ก็คือจบอะไรก็ได้ แต่เล่าให้ฟังหน่อยสิว่า passion ของคุณคืออะไร แล้วถ้าจะจัดการเรียนรู้ จะจัดการเรียนรู้เรื่องอะไร คิดว่าตัวเองเหมาะตรงไหน ทุกคนก็จะผ่านกระบวนการนี้เข้ามา แต่ระหว่างทาง ในมุมส่วนตัวของที่เจอ แล้วที่มองว่ามันอาจจะเป็นอุปสรรค ก็คือเรื่องของแต่ละคนก็จะมีตัวตนของตัวเองมา เพราะว่ายิ่งเจอเพื่อนที่จบสูง แล้วยังไม่ได้มีประสบการณ์จัดการเรียนรู้กับเด็กหรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ก็จะค่อนข้างคุยกันยากนิดนึง ตรงที่เราเห็นภาพมาคนละภาพ เพราะฉะนั้นอุปสรรคแรกๆ เลยก็คือเรื่องของความเป็นตัวตนแต่ละคนที่มีความเชื่อที่ต่างกัน เพราะว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาจากความแตกต่าง ก็เลยมีความเชื่อแตกต่างกัน ซึ่งยากเหมือนกันในการที่จะทำงานร่วมเพราะเห็นภาพคนละภาพกัน

ถ้าของตัวเองเลยที่จะทำงานที่นี่ ก็ยากตรงที่ไม่ได้จบครูมา แต่เคยทำงานกับเด็กมา เคยจัดการเรียนรู้มา แต่ก็จะไม่มี content ในเชิงการเรียนรู้ภาพรวมทั้งหมด มุมที่มองว่ายากก็คือ หากเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมทีมสอน เราจะทำให้เขาเข้าใจได้อย่างไรว่าบทเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ถ้าเขาไม่เห็นด้วยเขาจะเติมมุมไหน ก็จะยากนิดนึงเหมือนกัน

หาทางออกอย่างไร

ความโชคดีของที่นี่ก็คือ การทำงานแบบทีม teaching ในปีแรกเราก็จะค่อนข้างให้พื้นที่กันและกัน ก็จะเป็นแค่การเติม แล้วก็ไปลอง แล้วก็เอาสิ่งที่เราลองนี่แหละ ทั้งล้มเหลวและประสบความสำเร็จกลับมาคุย และกลับมา AAR (After Action Review) อันนี้ก็เกิดขึ้นบ่อย เลยทำให้ทีมค่อยๆ ดีขึ้น

ส่วนการแก้ปัญหาของตัวเองก็คือ การจับสังเกตผู้เรียนในห้อง การ connect กับผู้เรียนเพื่ออ่านเขา และให้เขาไปกับเราด้วย เพราะว่าสิ่งที่ให้ความสำคัญในห้องเรียนก็คือ เด็กจะต้องรู้สึกเห็นคุณค่าในสิ่งนั้นแล้วเราก็ไปด้วยกัน การเรียนรู้ถึงจะมีความหมาย พอเป็นแบบนี้ก็มีความคาดหวังกับตัวเอง อุปสรรคก็คือตัวเองนี่แหละที่ตั้งความคาดหวังสูงมาก ก่อนสอนก็จะเครียดมากทุกครั้ง เอ๊ย…มันจะแบบนี้ไหม มันจะแบบนั้นไหม แต่พอสอนไปมันก็ฟิน ฉันก็ชิล มันจะเจอสิ่งที่เราไม่คาดหวังเสมอ แต่มันก็ยังอยู่ในกรอบที่ตอบโจทย์ในความหวังที่เราให้กับเขา รู้สึกกับบทเรียน การเห็นความสำคัญแล้วก็เห็นความหมาย

มาเข้าโครงการครูกล้าสอนได้อย่างไร

สารภาพเลยว่าเพื่อน 2 คนมาก่อน ส่งใบสมัครมา แล้วผู้อำนวยการก็ถามเราว่าอยากไปไหม เราก็ดูตารางแล้วว่าง ‘ไปก็ได้ค่ะ’ แค่นั้นเองเลย แล้วก็อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น มันอาจจะไม่ได้มีที่มาเยอะแยะซับซ้อน คือยอมรับว่าตามเพื่อนมา (ยิ้ม)

ได้อะไรจากการเข้าร่วมโครงการ

ครูกล้าสอนโมดูลแรกทำให้กลับมาสำรวจตัวเอง ตอนนั้นจำได้ว่ามันเป็นการสำรวจเพื่อที่จะมาสำรวจตัวเอง แล้วย้อนกลับไปถามด้วยว่า passion ตัวเองกับการไปทำหน้าที่ผู้สอน มาเป็นครูเพราะอะไร ก็จะชอบตรงนี้ที่ได้มาทบทวนตัวเองในสภาพแวดล้อมที่มันผ่อนคลาย แล้วอยู่ในวงที่พร้อมที่จะรับฟัง ทุกคนในวงไม่ได้มีใครมีส่วนได้ส่วนเสียกับเราอยู่ที่ทำงาน

อันแรกเลย สำรวจตัวเอง ช่วงนั้นเรากับเก๋ (ศศรส โกวิทพานิชกุล) เก๋เป็นกระทิง แล้วเราเป็นหนู (หนู หมี อินทรี กระทิง เป็นสัตว์แทนนิสัยในกิจกรรมสำรวจตัวเองที่ชื่อว่า “สัตว์สี่ทิศ”) แล้วเก๋เป็นเพื่อนของเพื่อนสนิทเราที่เรามีปัญหาด้วย เราไม่ได้โกรธกัน ไม่ได้เกลียดกัน แต่มันเป็นเชิงการทำงานที่ไม่ได้เข้าใจ character กัน เขาเป็นอย่างนั้นทำไม เราเป็นอย่างนี้เพราะอะไร พอมันถูกคลี่คลายลง เลยทำให้เราโอเค

จากความเชื่อที่เราบอกว่า เชื่อในระดับความคิดนะว่าเราต้องกลับมารู้จักตัวเองก่อน เรายอมรับตัวเองให้ได้ก่อน มันถึงจะไปได้ และพาคนอื่นไปได้ด้วย แต่ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวเอง เราก็ยังพาตัวเองไปไหนไม่ได้ ไปแต่มันก็ไม่สุดมือ เราเชื่อสิ่งนี้ แต่เพิ่งรู้ว่าเชื่อในระดับความคิด ตั้งแต่อยู่ครูกล้าสอนโมดูลแรกๆ เลย ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราเข้ามาสนใจและสำรวจตัวเอง

แล้วมีการต่อยอดไหม เราทำอะไรต่อจากนั้น

ที่จริงความทรงจำแอบลบเลือนไปด้วย เพราะด้วยหน้างาน 2 ด้านที่ต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นเยอะมาก โดยที่ไม่ได้มีประสบการณ์มาก่อนสักเท่าไร แต่มันก็ต้องทำ แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือหน้างานที่เป็นงานสอน ที่ไม่แน่ใจว่าเราเอาอะไรมาบ้าง

เท่าที่รู้แล้วจำได้ก็คือ มันอาจจะไม่ใช่ครูกล้าสอนอย่างเดียวหรอก ครูกล้าสอนเป็นจุดที่จัดการปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ และสำรวจความรู้สึกของตัวเองของเรากับการทำงานของเพื่อนร่วมงาน แล้วหลังจากนั้นมันก็เป็นเรื่องที่เราพัฒนาภายใน เจอทั้งปัญหา เจอทั้งความสนุกใน class มันคู่ขนานกันไปเรื่อยๆ จนเพิ่งมาช่วงประมาณต้นปี เรากลับขึ้นมาเท่าทันตัวเอง ก็กลับมาย้อนคิดในหลายๆ อย่าง ด้วยนพลักษณ์ก็ดี ด้วยสัตว์สี่ทิศก็ดี ก็ค่อยๆ กลับมาย้อนคิด พยายามไม่ตกหลุมตัวเอง แล้วก็ยอมรับในข้อที่ไม่น่ารัก เริ่มรักตัวเอง อันนี้ในส่วนที่พัฒนาภายในตัวเอง

แต่ถ้าในห้องเรียนก็จะแอบอ่านของเพื่อนๆ ในกลุ่ม Line แล้วก็รู้สึก เฮ้ย! พี่เขามีพลัง ดีจังเลย เราก็ได้แต่เฝ้ามอง เราอยากทำ แต่ก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้แหละ ที่เราเห็นมันก็มารวมอยู่ในตัวเรานี่แหละ เวลาเราออกแบบ class ก็เอาหลายๆ ส่วนมาประกอบกันจนเป็น class ของตัวเองในอีกแบบหนึ่งที่อยากให้เป็น

ความสนุกหรือสีสันในห้องเรียนของเราที่อยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง

ในห้องเรียน class ล่าสุด ในแต่ละ class เป็นทีม teaching ออกแบบกับ partner อีกคน โดย class ล่าสุด ชื่อว่า “Artist  หลอกเด็ก Arts มาเรียนวิทย์ฯ” มีการชวนเด็กๆ มาทำสีแบบ DIY เป็นสีที่ทำขึ้นเอง ผสมขึ้นเอง

class นี้ก็ไปโฆษณากับเด็กว่า เดี๋ยวเราจะมาทำสีกันนะ แต่ไม่บอกเลยว่าเราซ่อน methodology ที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้ เข้ามาถึงใส่เสื้อกาวน์รอเลย พร้อมหลอดทดลองตะเกียงแอลกอฮอล์ flask แท่งแก้ว โกร่งก็มาหมด เด็กก็ ‘อ้าว! ครู’  ก็ค่อยๆ ไป ทำตามขั้นตอน เด็กเขาก็ไม่ได้ติดอะไร เขาก็ ‘อ่ะ ก็ลองดู’

สิ่งที่ประทับใจคือ เขาบอกว่า ‘ครูคะ อยากให้ครูเปิด class cosmetic’ เขารู้สึกว่าเขาผสมสีเองได้ เขาควบคุมมันได้ถ้าเขารู้จักมัน เขาอยากจะรู้จักต่อยอดจาก class นี้ เขาชวนเรามาสร้างการเรียนรู้อีก class นึงต่อไปอีก เราก็เลยรู้สึก ดีใจจังเลยที่มันไม่แค่เรียนแล้วจบไป

บางทีมันก็อาจจะยังตอบไม่ได้เลยนะ มันตอบไม่ได้เป็นรูปธรรมชัดเจนว่ามีความหมายกับเขาหรือเปล่า เขารู้สึกอย่างไร แต่พอปากเขาพูดออกมาว่า ชวนเรามาทำอันนี้ต่อ มีความรู้สึกว่า อย่างน้อยเขาอยากที่จะเรียนรู้ต่อ แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันยาก cosmetic มันก็คือวิทยาศาสตร์นี่แหละ แต่มันแค่เติมเรื่องของสีสัน ความงาม ก็เลยดีใจว่าเขาชวนเรามาเรียนรู้ต่อ

อะไรทำให้คิดว่าต้องเอาแบบนั้นแบบนี้มารวมกัน

มันก็บอกไม่ถูก ที่จริงมันก็ไม่ใช่ตัวเราคนเดียว ก็มี partner ที่ช่วยกันคิด จากที่เล่าว่าช่วงทำงานมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เป็นหลุมดำ แทบจะ depress แล้ว partner ก็เลยพาไป ‘ชอบทำอะไรก็ลองไปทำสิ’ ก็เลยไปลงเรียนระบายสีน้ำ แล้วมันก็เกิดปิ้งแว๊บขึ้นมาว่า ‘เฮ้ย… มันมีวิทยาศาสตร์อยู่เต็มเลยในศิลปะ’ ที่จริงเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่รู้อยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ปิ๊งว่าฉันจะทำ แต่ครั้งนั้นคือปิ๊งว่าฉันจะทำ ด้วยเพราะครูเขาถามว่า

‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้’

‘ถ้าชัดๆ เลยก็จะเป็นเรื่อง เอาเกลือหยดลงไปมันจะเป็นประกายเหมือนดาว ถ้าทำเป็นสีฟ้า มันก็จะเหมือนเป็นดาวบนท้องฟ้าสีเข้มๆ แต่ถ้าเอาน้ำตาลทำมันจะไม่ค่อยเกิดเป็นจุดที่สวย น้ำตาลสีจะไม่วิ่งออก’

เขาถามอะไรเราก็ตอบได้หมดเลย งงเหมือนกัน คือตอบแบบไม่ได้คิดด้วย ตอบไปเรื่อยๆ แบบปกติ เพื่อนร่วม class ก็งง แล้วเขาก็เริ่มถามกัน เราบอกว่าเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ จากนั้นมันก็ทำให้เรามองเห็นว่า ศิลปะมันสิ่งที่เป็นมิตรกับผู้คนอยู่แล้ว แล้วถ้าเราทำให้เขารู้จักวิทยาศาสตร์ในศิลปะ เขาจะเท่าทันศิลปะ แล้วมันจะไปมากกว่าความงามอีก เขาจะสามารถ control มันได้ แล้วการที่รู้เทคนิคแล้วเขา control มันได้ ก็อาจจะช่วยส่งเสริมให้เขาเป็นศิลปินที่สามารถใช้วิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาได้

แล้วมุมที่มองสำหรับเรายิ่งเป็นแบบเด็กประถมปลาย เด็ก ม.ต้น คิดว่าเขาควรจะได้รับรู้ความเป็นมิตรกับวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตอย่างไร โดยมองว่า โอเค ฉันรู้เท่าทันได้ ฉันจัดการได้ ฉันตอบความจริงตรงนี้ได้ ฉันตอบข้อสงสัยตรงนี้ได้

เคยทำ reflection ของผู้เรียนไหมว่าเขาเป็นยังไง

ไม่เคยทำจริงจัง แต่จะเป็นการเข้าไปคุย ไปถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง

มีอันหนึ่งจาก class นี้ที่ประทับใจมากๆ เลย คุณแม่เขาเดินมาบอกว่า ‘ครูศิ  (ชื่อเล่น) ลูกสาวเขากลับไปวาดรูปอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ไม่ได้วาดรูปมานานมากแล้ว’ เราดีใจมากเลย คือมันไม่น่าเชื่อเลย แค่ class นี้ เราไม่ได้เก่งศิลปะ แต่ทำให้เด็กที่เขาเคยสนใจศิลปะกลับไปสนใจศิลปะอีกครั้งได้ แล้วเราเป็นครูวิทยาศาสตร์ด้วยนะ ก็เลยประทับใจ ถ้าเราไม่ได้ตั้งต้นโดยอยู่ๆ ก็ใส่ content ว่า you ต้องเรียน แต่ค่อยๆ ไปด้วยกัน ทำให้เขารู้สึก และเห็นความหมายในการเรียนรู้ ก็เลยมองว่าเด็กจะไปกับเรา แล้วก็ไปต่อจริงด้วย ไปต่อเกินกว่าที่เราคิดเสียอีก

ตัวอย่างอีก class หนึ่งก่อนหน้านี้คือ ออกแบบกับเพื่อนเหมือนกัน โดยการทำอุด้ง ที่จริงมันเป็นแป้งสาลี ในแป้งสาลีจะมีสารตัวหนึ่งชื่อกลูเต็น แล้วการที่มันจะออกมาเป็นเส้นได้ มันก็คือการเอาแป้งสาลีผสมน้ำและใส่เกลือ เราก็คุยกันไปคุยกันมา ตั้งใจว่าจะถอดบทเรียนให้มันแตะชีวะเคมีนิดๆ เพื่อให้เขารู้ว่า นี่ไงที่เธอทำอันง่ายๆ มันคือสิ่งที่คนชอบบอกว่ายาก คือชีวะเคมี แต่เห็นไหมว่ามันไม่ยาก เด็กคนหนึ่งท้ายคาบบอกว่า ‘ครู หนูอยากรู้จักชีวะเคมีมากว่านี้’ ก็เลยคิดว่ามันคงจะดีนะ ถ้าเราค่อยๆ ทำให้เขาสนุกและรู้สึกว่า เราทำได้ เป็นความสำเร็จเล็กๆ ที่เกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยพาไปเห็นอันอื่น

คิดว่ารูปแบบการสอนของเรามันมีผลกับเขาไหม

จากตัวอย่างที่เล่ามันเกิดในช่วงกิจกรรมครอบครัวสาธิต เป็น class ที่จะค่อนข้างมีเวลาได้ปราณีตกับมัน คิดเยอะ และได้ continue กับเด็ก ถ้าเรามีเวลาเยอะมากๆ เชื่อว่าบรรยากาศในการเรียนรู้สำคัญ ก็เลยเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นห้องอาหาร เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นห้องผสมสี ก็จะทำตรงนี้ เพราะว่าเชื่อว่า อย่างน้อยเขาน่าจะได้รับในสิ่งที่เราตั้งใจ แล้วพอเรายื่นอันนี้ให้ก่อน แล้วเขาก็จะเห็นความตั้งใจ แล้วเขาก็จะพากันไป จากที่ทำมา 2 class เห็นเลยว่าบรรยากาศสำคัญมากต่อการเรียนรู้

ทราบว่ามีครั้งนึงที่แต่งชุดกิโมโนมาสอน ทำไมต้องทำขนาดนั้น

เป็นคนที่อาจจะ… ถ้าเป็นเรื่อง costume หรือเรื่อง create อะไรอย่างนี้ลุยหมด แล้วก็จะเป็นคนชอบให้เพื่อนยืมของด้วย ไม่ว่าจะมา theme อะไรฉันมีทุกอย่างในบ้าน

อีกอย่างอาจจะเป็นต้นทุนที่ชอบส่วนตัว แล้วของทุกอย่างที่เอามาค่อนข้างเป็นของที่มีอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน น่าจะเป็นคนที่ทำกิจกรรมเยอะ

คิดไหมว่าสิ่งที่เราทำมันจะมีผลกับห้องเรียน

ตอนแรกๆ ไม่คิด เพราะว่าเวลาจะสอนอะไรจะคิดเรื่องการแต่งตัวของตัวเองก่อน class ปกติก็เหมือนกัน ให้เข้ากับ theme จนมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเข้าใจเรื่องพวกนี้ เขาบอกว่า ที่จริงการที่คุณครูทำแบบนี้ ก็เป็นอันหนึ่งที่ทำให้เด็กเห็นถึงความตั้งใจของครู แล้วก็จะเป็นการดึงดูดความสนใจเหมือนกัน ก็เลยค่อยๆ เขามาผสม

ทีแรกทำไปแบบไม่คิดอะไร หลังจากเข้าใจแล้วก็คิดว่า โอเค ถ้าเราทำได้เราทำให้เต็มที่เลย เพราะโดยส่วนตัวชอบการเรียนรู้ที่มันค่อนข้างจะเหมือนจริง ชอบลงมือ ชอบเจอประสบการณ์จริงตรงผ่านตัวเอง มันทำให้เราจำ แล้วเราก็รู้สึกว่า อย่างน้อยๆ เราอาจไม่ได้รู้ content แต่มันอาจจะเกิดเป็น inspiration อะไรบางอย่างให้เขาได้เห็นว่า การเรียนรู้มันเป็นเรื่องสนุกนะ เขาอาจจะไม่ได้อยากเรียนรู้เรื่องนี้ แต่อาจอยากเรียนรู้เรื่องอื่นต่อก็ได้ ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้จัดเต็ม แล้วก็อีกอันหนึ่งบ้าพลัง และอาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อนๆ ที่เป็น partner ด้วย ถ้าใครจะมาจับคู่กับเราก็ต้องบ้าพลังพอๆ กัน