fbpx

วรชาติ เฉิดชมจันทร์ : เดินออกไปกับตำรา ถึงเวลาพาวิชาการข้ามพรมแดนสู่วิชาคน

วรชาติ เฉิดชมจันทร์ : เดินออกไปกับตำรา ถึงเวลาพาวิชาการข้ามพรมแดนสู่วิชาคน

เส้นบางๆ ระหว่างคนไข้กับหมอ

ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ เป็นอาจารย์คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต ในบทบาทความเป็นครูแล้ว สิ่งที่เขาตั้งใจมากกว่าบำบัดทางกายคือการให้ลูกศิษย์ของตนเองสามารถดูแลผู้อื่นทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะเชื่อว่าความสัมพันธ์ของสรีระร่างกายภายนอกและโลกภายในจิตใจมีผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อกันและกัน และก่อนที่บททดสอบจริงจะเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เขาใช้ห้องเรียนนี้ปลูกฝังให้ลูกศิษย์เข้าใจชีวิต และเข้าใจความเป็นมนุษย์

“เป้าหมายสูงสุดที่เราอยากทำการศึกษาคือ เราอยากผลิตนักกายภาพบำบัดที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ ทุกท่านเคยไปโรงพยาบาล เคยรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของหมอหรือเจ้าหน้าที่ รวมถึงการบริการของโรงพยาบาล ความจริงคือ คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่รู้สึกผิดหวังกับการรักษาที่ไม่ค่อยดีหรือรักษาแล้วไม่หาย แต่มักจะผิดหวังจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราในฐานะที่เป็นผู้รับบริการ คนไข้ หรือญาติคนไข้ ที่มีต่ออีกฝั่งคือบุคลากรทางการแพทย์

“ถ้าสอบถามกับชาวบ้านทั่วไปว่าพอใจกับระบบสาธารณสุขไหม ชาวบ้านจะตอบว่าพอใจ เพราะว่าเมื่อไรที่ไปโรงพยาบาลแล้วได้ยาเขาจะรู้สึกว่านี่คือการบริการที่ถูกต้องและพอใจ แต่ถ้าถามในมุมลึกๆ กับชาวบ้านก็จะพบว่า เกือบทุกโรงพยาบาลจะไม่ค่อยถูกใจกับปฏิสัมพันธ์ (ระหว่างคนไข้กับบุคลากรทางการแพทย์) แต่การได้รับยา ชาวบ้านก็ถือว่ามันเสร็จสิ้นแล้ว ปิดเกมระหว่างเรากับโรงพยาบาล และมันก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งว่าความรับผิดชอบของหมอในโรงพยาบาลเมื่อได้จ่ายยาเสร็จก็หมดภาระหน้าที่ทันทีที่ยาอยู่ในมือคนไข้

“ในฐานะอาจารย์เราไม่ได้ต้องการแค่ว่า ถ้าคนไข้มาหานักกายภาพบำบัด ภาระหน้าที่เขาหมดเมื่อตอนที่คนไข้เดินออกจากแผนกไป เราคิดว่าการทำอย่างนี้ไม่ใช่หัวใจของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หัวใจของการเป็นนักกายภาพบำบัด สิ่งที่เราต้องพัฒนาคือไม่ใช่แค่วิชาการ แต่มันเป็นเรื่องของโลกภายใน ที่อาจารย์เปิ้ล (อธิษฐาน์ คงทรัพย์ – คลิกอ่าน) และอาจารย์ประชา (ประชา หุตานุวัตร – คลิกอ่าน) ได้แสดงทัศนะหลายๆ อย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ บางอย่างมันต้องสื่อสารผ่านภาษากายออกมาให้คนได้เห็นได้ด้วย”

ห้องทดลองความเป็นมนุษย์

ด้วยพื้นฐานเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาจึงสนใจสถิติในเชิงวิชาการ แต่การศึกษาบางอย่างที่เขากำลังพูดถึงคือเอาคณิตศาสตร์มาคำนวณความเป็นมนุษย์ แม้จะสรุปทันทีไม่ได้ แต่ข้อค้นพบบางประการก็ชวนให้เรากลัดกลุ้มกับสิ่งที่เป็นอยู่

“ผมทำวิจัยเรื่องหนึ่ง โดยทดสอบคุณภาพภายในของนักศึกษา โดยดูว่าปี 1 เป็นอย่างไร ปี 2 ปี 3 แล้วก็สุดท้ายก่อนจบ มันเป็นอย่างไร เราลองทำเล่นๆ ดู ผ่านการประเมิน 15 ด้าน เช่น การยอมรับโทษ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การให้อภัยคนอื่น การสนในเพศตรงข้าม การมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ การเป็นผู้นำ การเป็นผู้ตาม ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโลกภายในของนักศึกษาทั้ง 15 ด้าน เราทำการประเมินคุณภาพภายในของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 แบบนี้ทั้งมหาวิทยาลัยเลย ทุกคณะทั้งมหาวิทยาลัย ข้อมูลวิจัยนี้ยังเผยแพร่ไม่ได้นะ เพราะต้องรอการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเสียก่อน

“ถ้าเรามีความเชื่อว่าการศึกษาสามารถทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้ เป้าหมายของการศึกษาคือพัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างที่อาจารย์ประชากล่าวไว้ นั่นหมายความว่าบุคคลิกภาพด้านในน่าจะดีขึ้นนะ บางเรื่องราวมันน่าจะดีขึ้นมาก และสามารถสะท้อนความเห็นอกเห็นใจที่เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกันอย่างแจ่มชัดขึ้น แต่ผลการประเมินจากงานวิจัยปรากฏว่านักศึกษาชั้น ปี 1 กับปี 4 นั้น… ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ หมายความว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่ผ่านระบบการศึกษามา 4 ปี มีคุณภาพภายในไม่ความแตกต่างกับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เลย

“แต่มีคณะทางสายวิทยาศาสตร์คณะหนึ่งที่แตกต่าง ถึงอย่างนั้นก็แตกต่างแค่เพียงไอเทมเดียวคือความอดทนสูงขึ้นเท่านั้นเอง นอกนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย แม้แต่คณะในกลุ่มทางมนุษย์ศาสาตร์ สังคมศาสตร์ ก็พบว่าไม่ได้ทำให้นักศึกษาชั้นปี 4 มีคุณสมบัติที่แตกต่างกว่านักศึกษาปี 1 เลย

“ผมก็สนุกกว่านั้นอีก ผมลองประเมินอาจารย์ใหม่ทุกคน สะสมข้อมูลไปเรื่อยๆ ในช่วงปีเดียวกับการประเมินนักศึกษา จนมีจำนวนมากพอ เราก็จะมี data ของอาจารย์เพื่อมาเปรียบเทียบกับกลุ่มนักศึกษาดู ส่วนตัวอยากรู้ว่าคนกลุ่มนี้ผู้ที่จะเป็นครูพร้อมที่จะไปสอนคนอื่นนั้นคุณภาพภายในเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่าอาจารย์ก็ไม่ได้แตกต่างกับตัวนักศึกษาที่เป็นชั้นปี 4 นั่นก็น่าจะตอบโจทย์ของอาจารย์ประชาได้ว่าโครงสร้างของสังคมมันทำให้คนที่อยู่ในสังคมนั้นมีสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ที่… ผมใช้คำรุนแรงหน่อย มันถดถอย มันต่ำตมลงไปเรื่อยๆ มันคล้ายๆ จะเป็นแบบนั้น

“เมื่อไม่มีชุดวิชาหรืออะไรก็แล้วแต่ที่สร้างกระบวนการภายในเช่นนี้ขึ้นมาได้ นี่จึงเป็น passion อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะทำการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์

“สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยก็คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนการศึกษาด้วยระบบได้ เราต้องยอมรับความจริงในเรื่องนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ พ่อโอ๊ค (คฑา มหากายี – คลิกอ่าน) พูดเสมอว่า สิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือเราต้องรู้ตัวเร็ว เราต้องรู้ความจริงว่าตอนนี้ ด้วยแรงของผมคนนี้ ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างระบบการศึกษาได้ สิ่งที่เราต้องคิดคือเราจะทำอย่างไรในพื้นที่ที่เราจัดการได้ ให้มันเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างคนแบบที่สังคมต้องการได้”

วิชาคนต้องมาก่อน

“เราก็ต้องเปลี่ยน การเปลี่ยนคือต้องเปลี่ยนในห้องเรียนให้ได้”

ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ เริ่มต้นวรรคนี้ด้วยความหวัง และมันไม่ใช่ความหวังของคนขี้เซายามกลางวัน แต่มาจากความคิดและประสบการณ์ที่สั่งสมจากความเจ็บปวดในระบบการศึกษา ซึ่งหวังอย่างยิ่งว่ามันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงๆ ให้ได้

“สิ่งที่เปลี่ยนในห้องเรียนได้ คือ 1. เปลี่ยนเนื้อหาการเรียนการสอนใหม่ที่ดีขึ้น 2. เปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ที่ดีขึ้น ทั้งเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอน ซึ่งมันจะไปผูกอยู่กับคน 2-3 คน

“คนแรก ก็คือคนที่เป็นอาจารย์ที่ต้องเข้าใจเนื้อหาใหม่ เข้าใจ competency ใหม่กับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นลำดับแรก ลำดับที่สอง อาจารย์ต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะสามารถจัดการกับเด็กๆ ที่มีบุคคลิก แนวคิดและมีสมรรถนะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และลำดับที่สาม ภูมิหลัง ฉากทัศน์ของตัวเด็กแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย อาจารย์จะจัดการกับหมู่มวลนักศึกษาตรงนี้ได้อย่างไร เป็น 3 เรื่องหลักที่สำคัญที่อาจารย์ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจจนอยู่เป็นเนื้อเป็นตัวให้ได้ทั้งหมด

“คำถามก็คือแล้วเราจะทำอย่างไรให้นักศึกษา อาจารย์ และหลักสูตรของเรานั้นสามารถที่จะ safe แล้วก็เปลี่ยน paradigms บางอย่างของวิธีคิดทั้งหมดขึ้นมาได้

“ชุดความรู้หนึ่งที่ผมเจอ เป็นข้อค้นพบของเราเอง ผมพูดเฉพาะในกรณีที่เป็นกายภาพบำบัดเท่านั้น เรื่องอื่นอาจจะยังไม่ได้ไปแตะ สิ่งที่เราต้องพานักศึกษาไปพบมี 3 เรื่องที่เราคิดว่าเราต้องใส่ให้เขา

“เรื่องที่หนึ่ง ก็คือกระบวกการเรียนการสอนต้องสอนประสบการณ์ไม่ไช่สอนความรู้ ความรู้หาที่ไหนก็ได้ แต่ต้องสอนประสบการณ์ เรื่องที่สอง สอนวิชาคนมากกว่าวิชาการ สอนวิชาคนไปบวกกับวิชางาน แล้วค่อยได้วิชาการตามมา วิชาคนต้องมาก่อน วิชางานตามมา แล้ววิชาการมันจะมาตอบบางอย่าง เรื่องสุดท้ายก็คือ อย่าเรียนเพื่อการแข่งขัน แต่เปลี่ยนคำว่า แข่งขัน ให้กลายเป็น แบ่งปัน”

ออกจากห้องเรียนไปสู่ชุมชน เอาตำราไปทดสอบบนพื้นที่จริง

“ข้อค้นพบอีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องเอาเด็กออกนอกห้องเรียนไปสู่ชุมชน ไปเรียนในพื้นที่จริง นักศึกษาของเราจะเรียนในพื้นที่จริงตั้งแต่ปี 1-4 เพราะพื้นที่จริง เป็นพื้นที่ท้าทาย ตรวจสอบทั้งความรู้ ทักษะ และสิ่งที่อาจารย์มีด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่สิ่งที่นักศึกษาจะต้องเรียนรู้ แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าทายอาจารย์ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาอาจารย์ที่สำคัญมากๆ เลย”

“การเรียนในชุมชนมันท้าทายความรู้ใหม่ของอาจารย์ ท้าทายความรู้ของนักศึกษา เอาสิ่งที่เรียนในห้องมาเจอสถานการณ์จริงให้ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ แล้วที่สำคัญมากเวลาลงพื้นที่จริงคือ วิชาคนกับวิชางานมันจะถูกปูดออกมาอย่างโดดเด่น การทำงานชุมชนช่วยพัฒนา soft skills บางอย่าง รวมถึง life skills บางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นักศึกษาและอาจารย์ได้เติบโตอย่างมาก”

“เรารู้สึกดีใจปนประหลาดใจ สิ่งที่เราทำกับนักศึกษาแบบนี้ ทำให้หลายคนได้ค้นพบความหมายใหม่ของชีวิตในหลากหลายเรื่องเลย เราเจอว่าคนไข้บางคนซึ่งอาจเดินไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เป็นครูชั้นยอดที่ทำให้เด็กค้นพบชีวิตใหม่บางอย่างได้ ถ้าเราสามารถพาเด็กไปเจออะไรต่างๆ แบบนี้ได้ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ของการศึกษา”

“งานชิ้นหนึ่งที่เรา assign ก็คือ นักศึกษาทุกคนที่เรียนอยู่กับเราจะมีคนไข้ประจำในชุมชน ซึ่งเขาจะต้องทำหน้าที่ไปดูแลคนไข้คนนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลง พลิกชีวิตของคนไข้คนหนึ่งผ่านการทำงานของเขาเอง แล้วสิ่งนี้ก็จะเป็น feedback กลับมาที่ตัวเขาเห็นคุณค่าของตัวเองและนับถือตัวเองได้อย่างหมดเปลือก”

“หัวใจสำคัญของการที่จะทำให้การเรียนรู้นั้นมีชีวิต นั่นหมายความว่าต้องพาวิชาการข้ามแดนจากห้องเรียนไปสู่พื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะพื้นที่การทำงานกับคนในชุมชนหรือในสังคมอย่างชัดเจน แล้วต้องต่อเนื่องและนานพอที่จะเกิดผลของการเรียนรู้ ไม่ใช่ไปเช้าเย็นกลับ ไปแบบนั้นจบ เสียเวลา ไม่มีความหมาย ต้องต่อเนื่องยาวนานพอจนเกิดผลขึ้นได้ สุดท้ายเพิ่มเติมด้วยกระบวนการ reflection ถ้าจะมีชีวิตจริงหัวใจสำคัญคือไปเรียนรู้ชุมชน ชวนวิชาการข้ามแดน”

เรียบเรียงจากกิจกรรมเวทีสาธารณะ “รวมพลคนกล้าสอน สู่การเรียนรู้มีชีวิต” โครงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาด้วยชุมชนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2561 เวลา 12.30 – 16.00 น. ห้องประชุมริมน้ำ LA 107 คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)