fbpx

อธิษฐาน์ คงทรัพย์ : ความเจ็บปวดของการศึกษาเป็นที่มาของ “ก่อการครู”

อธิษฐาน์ คงทรัพย์ : ความเจ็บปวดของการศึกษาเป็นที่มาของ “ก่อการครู”

Passion & Pain ของอธิษฐาน์ คงทรัพย์

อธิษฐาน์ คงทรัพย์ เคยทำงานด้านการศึกษากับเสมสิกขาลัย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคประทีป เคยทำงานด้านสันติวิธีกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนี้เป็นอาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนพ้องมากฝีมือด้านการศึกษา ผู้มีทั้งพลังในห้องเรียน และเจ็บปวดกับระบบที่เป็นอยู่ แต่การโอดครวญกับปัญหาไม่ช่วยอะไร เขาและเพื่อนจึงร่วมกันก่อตั้งขบวนการ “ก่อการครู” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และเติมฟืนไฟให้การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

“จริงๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ในระบบการศึกษา เพราะเคยทำงานกับเสมสิขาลัยแล้วพบว่า มันมีการเรียนรู้ที่โคตรมีชีวิต ตอบโจทย์เราได้ แล้วพอหันกลับไปมองชีวิตตอนที่เราผ่านการเรียนรู้ในระบบ เรารู้สึกว่าทำไมเราทนกับตรงนั้นได้ยาวนานเป็น 10 ปี แล้วมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า แล้วทำไมการเรียนรู้แบบนี้ มันถึงไม่สามารถเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้ ทำไมเรายังปล่อยให้เด็กๆ ต้องนั่งเรียนอยู่ในความกดดัน อยู่ในความหวาดกลัว กลัวสอบตก กลัวครูว่า มันเป็นคำถามในใจมาตลอด

“ชะตากรรมบางอย่างก็พาให้ตัวเองได้ไปทำงานที่คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะที่มาด้วยความตั้งใจว่า เราอยากจะสร้างสิ่งใหม่ให้กับการศึกษาไทย แล้วมันคือโจทย์ของเราซึ่งพยายามหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะทำ

“เรามีเพื่อนที่งานด้านการศึกษานอกระบบ เขาไม่สามารถที่จะฝ่ากำแพงอันแข็งแกร่งของระบบการศึกษาเข้ามาได้ มันมีความซับซ้อน แล้วก็มีขั้นตอนเยอะ แต่เพื่อนเหล่านี้เขาทำเรื่องดีๆ เยอะมากเลยเช่นกัน ทำกับครู ทำกับเด็ก ทำกับพ่อแม่ หลากหลายกลุ่ม แล้วกระจายตัวเอยู่ในที่ต่างๆ เรารู้สึกว่าทำไมเราไม่ชวนเพื่อนเหล่านี้มาทำอะไรด้วยกัน มันเป็นที่มาว่า เราอยากชวนเพื่อนเรามาทำดีๆ ด้วยกัน

“ทุกวันนี้หลายคนก็บอกว่าการศึกษาเป็นความทุกข์ ช่วงที่สอบเข้าโรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ มีพ่อแม่หลายคนมาร้องไห้ บอกว่ากลัวลูกสอบไม่ได้ เราแบบว่า เฮ้ย! มันต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยหรอ กับการที่เด็กคนหนึ่งจะได้เรียนหนังสือ ก็เลยชวนเพื่อนมาก่อการครู”

การก่อตัวของก่อการครู

การรวมตัวของคนคอเดียวกันที่อยากเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้รับการพูดถึงในวงกว้าง อธิษฐาน์ ไม่ได้คาดไว้ตั้งแต่ต้นว่ามันจะเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อมันถูกจัดวางอยู่ในบทสนทนาของใครต่อใคร เธอคิดว่านั่นอาจเพราะการถอดรื้อการศึกษาที่ก่อตัวขึ้นไปกระแทกใจอันชำรุดของผู้คน

“คิดว่ามันคงไปกระแทกตรงจุดความเจ็บปวดของผู้คน คือเรารู้ว่าครูหลายคนถูกอบรมมาเยอะมาก ในสายพานการผลิตครู เมื่อจบจากระบบวิทยาลัยการผลิตครูแล้ว ออกมาอยู่ในระบบก็ยังเจอการอบรมอีกมากมายนับไม่ถ้วน แล้วครูหลายคนบอกว่าอบรมจนเกรียม จะไหม้อยู่แล้ว เขาไม่ได้อะไรจากการอบรมแบบนั้น

“เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย! มันมีไหมวิธีการที่เราจะสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่มันมีชีวิตชีวาให้กับครู ให้ครูอยู่ในพื้นที่นั้นอย่างมีความสุข ก็เลยชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันคิด แล้วก็ตั้งคำถามตอนที่เปิดตัวโครงการว่า เบื่อไหมกับการอบรมที่มันไม่ตอบโจทย์ชีวิตของครู เบื่อไหมกับการอบรมที่ต้องไปนั่งอยู่เฉยๆ แล้วก็ฟังอย่างเดียว แล้วก็ไม่ได้อะไร ทุกวันนี้เราบอกว่าเราอยากจะสร้าง active learning ในชั้นเรียน แต่กระบวนการที่เราใช้ในการอบรมครูไม่เคยให้ครูได้ลุกขึ้นมา active learning เลย ก็เรียน active learning แบบ passive learning คือนั่งฟังเลคเชอร์ว่า active learning คืออะไร เราก็เออ…มันก็ทำได้เนอะ

“ก็ชวนพี่ก๋วย (พฤหัส พหลกุลบุตร – กลุ่มมะขามป้อม) นี่เป็นตัวตั้งต้นเลย คือเรามองว่าครูทั่วประเทศมีจำนวนประมาณ 5 แสนคน กำลังเราไม่พอหรอก 5 แสนคนทำไม่ไหว ให้ สพฐ. ทำไป เขามีกำลังเยอะกว่าเรา แต่ว่าเราอยากจะทำงานกับครู 1% ก็คือประมาณ 5,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่มากนะ อย่างตอนนี้ 100 คนก็ขอเอาให้รอดก่อน

“5,000 คนนี้มาได้อย่างไร ก็คือเราเริ่มคิดจากการที่ว่าขอครูจำนวนที่มีใจ ครูที่มีใจที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงการศึกษา อยากเปลี่ยนแปลงชั้นเรียนตัวเอง อยากเห็นลูกศิษย์ตัวเองเรียนรู้อย่างมีความหมาย เพราะเราเชื่อว่ามีครูอย่างนี้อีกมากมายฝังตัวอยู่ที่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ในระบบ นอกระบบก็ตาม ใดๆ ก็ตาม ตั้งต้นจากตรงนั้น

“แล้วก็เปิดรับสมัครครูเข้ามา 100 คนแรก เราก็พบว่าทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความทุกข์ในระบบมันเยอะมาก คือเขาเข้ามาสู่อาชีพนี้ด้วยไฟ มันมีความฝันว่า อยากช่วยเด็กให้เติบโต เรียนรู้ คือมีหลายคนมากเลยเลือกที่จะเป็นอาชีพครูด้วยใจที่มุ่งมั่น แต่พอมาอยู่ในระบบไปสักพักหนึ่งไฟมันดับ ไฟมันมอด แล้วมีครูบางคนที่ตัดสินใจลาออกด้วยซ้ำไป แต่เขาบอกว่า พอมาเจอโครงการนี้ ก่อการครู เอาวะ! เฮือกสุดท้าย ลองดู ถ้ามาตรงนี้แล้วมันช่วย ก็อาจจะไปต่อ แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็คงจะลาออกจากอาชีพครู เพราะรู้สึกว่าอยู่ไปมันไม่มีความหมาย ชีวิตมันไม่มีค่า”

คืนความเป็นคนให้คนเป็นครู

การอบรมครูเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า หากจับใจความจากบางย่อหน้าที่ผ่านมาจะพบว่า ภาพจำลองของเด็กในห้องเรียน ก็เหมือนภาพที่เกิดขึ้นกับคนเป็นครูที่เข้าสู่กระบวนการอบรม กล่าวคือ ผู้พูดทำหน้าที่พูดเท่านั้น ส่วนผู้ฟังก็จงฟังให้จบกระบวนการ นี่อาจเป็นการส่งต่อความเจ็บปวดเป็นทอดๆ กระมัง แน่นอนถ้าเชื่อว่าแบบนั้นแก้ปัญหาไม่ได้ ก่อการครูย่อมไม่เดินตามร่องและรอยเดิมเพื่อสร้าง loop ของการศึกษาที่ผิดรูปซ้ำอีก เชื้อฟืนที่ อธิษฐาน์ คงทรัพย์ และก่อการครู เติมเข้าไป แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้ฝันของเพื่อนครูติดไฟขึ้นมาอีกครั้ง

“เวทีแรกที่เราเปิดเราใช้ชื่อว่า ‘โมดูล 1 ครูคือมนุษย์’ ชวนครูให้กลับมาสำรวจความเป็นมนุษย์ในตัวเอง ครูถูกตั้งความคาดหวังไว้ว่าคือแม่พิมพ์ของชาติ ครูต้องดีงามประเสริฐ เป็นต้นแบบ แล้วมันทำให้ละเลยชีวิตอื่นๆ ของครูไปทั้งหมดเลย เราก็เลยเปิดพื้นที่ว่า ในฐานะที่ครูเป็นมนุษย์คนหนึ่ง กลับมาเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์อันนั้นในตัวเองได้ไหม ยังไม่ได้ให้เครื่องมืออะไรเลย เราแค่เปิดพื้นที่ให้ครูได้คุย ได้ฟัง แล้วก็ได้กลับมาสำรวจตัวเอง

“ปรากฏว่าเวทีแรกที่จัดไป 3 วัน ไฟติด คือประกายตาครูเปลี่ยน จากที่เดินเข้ามาในพื้นที่ตรงนั้นด้วยหน้าตามาแบบงงๆ ว่าไม่รู้จะเจออะไร จะเจออบรมแบบเดิมไหม อะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าพอผ่านไป 3 วัน มันเปลี่ยน ตาเปลี่ยน แล้วก็บอกว่าเขาจะกลับไปเปลี่ยนชั้นเรียนของเขา ไปสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่กับเด็กของเขา เขารู้แล้วว่าเวลาที่คนๆ หนึ่งมันได้รับการรับฟัง ได้รับการมองเห็นอย่างแท้จริง มันมีความหมายมากๆ เลย เวลาที่คนๆ หนึ่งได้รับการมองเห็นจากศักยภาพข้างในตัวของเขาเอง มันจุดไฟให้มันเกิดขึ้นได้ในตัวเอง แล้วเขารู้สึกว่าเขาอยากไปจุดไฟแบบนี้ให้กับเด็กๆ ในห้องเรียนของเขา อันนี้เป็นที่มาของก่อนการครู ซึ่งตอนนี้ก็ดำเนินมาช่วงกลางๆ ก็ยังมีอีกหลายโมดูล

“มันเกิดขึ้นจากความเจ็บปวดของการศึกษา และในขณะเดียวกันมันก็มี passion ด้วย พอมันเจ็บมากขนาดนี้ เราจะหาทางออกกับมันได้อย่างไร คือเราก็เชื่อพี่ประชา (ประชา หุตานุวัตร – คลิกอ่าน) ว่าจริงๆ แล้วปัญหามันเป็นทั้งระบบสังคม มันไม่ใช่ว่าแค่การศึกษาที่เดียว หรือที่ใดที่หนึ่งหรอก มันต้องทำด้วยกัน แต่โดยมุมความสนใจ หรือกำลังที่เรามี เรามองว่ามุมที่เราจะทำได้คือเรื่องนี้ เรื่องการเรียนรู้ของคน มุมของการศึกษา แล้วก็เราคงไปแตะระบบใหญ่ๆ ไม่ได้ เพราะไม่ได้มี connection กับกระทรวงฯ ไม่สามารถไปรื้อระบบได้ และหลายคนที่ขึ้นไปตรงนั้น ก็พบว่ามันทำอะไรได้ยากมากๆ มีอาจารย์เก่งๆ หลายคนเข้าไปอยู่ในระดับผู้บริหารกระทรวงฯ แล้วพบว่าอุปสรรคมันเยอะ ก็เลยขอเริ่มทำจากจุดที่เล็กที่สุดก็คือ ครูที่อยู่ในห้องเรียน ครูที่อยู่กับเด็กนี่แหละ ที่เราคิดว่าเราจะช่วยกันก่อการครู”

เรียบเรียงจากกิจกรรมเวทีสาธารณะ “รวมพลคนกล้าสอน สู่การเรียนรู้มีชีวิต” โครงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาด้วยชุมชนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2561 เวลา 12.30 – 16.00 น. ห้องประชุมริมน้ำ LA 107 คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)