fbpx

ในอ้อมกอดของครู มหัศจรรย์แห่งสัมพันธ์ ที่ ‘สุขมิตร กอมณี’ ได้จากครูกล้าสอน

ในอ้อมกอดของครู มหัศจรรย์แห่งสัมพันธ์ ที่ ‘สุขมิตร กอมณี’ ได้จากครูกล้าสอน

ไอดอลของคุณครู

“ผมมีไอดอลเป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งมีวิธีการสอนที่เอื้อให้กับลูกศิษย์ค่อนข้างเยอะ มีกระบวนการในการพาลูกศิษย์ไปหาความรู้ มันเลยทำให้เราอยากเข้ามาเป็นครู

“เราได้รับการโอบอุ้มดูแล  ซึ่งมันทำให้เรามองเห็นว่าอาชีพนี้มันช่างประเสริฐแท้ มีการดูแลคน เอาใจใส่ พัฒนาคน เพราะสิ่งที่เห็นตัวเราเกิดการพัฒนาขึ้นหลังจากที่เคยเป็นลูกศิษย์เขา”

ความมั่วซั่วที่มีหลักยึด

“จริงๆ ก็มาสายช่างเบื้องต้น เรียนทางวิศวกรรมไฟฟ้า ปริญญาโท ปริญญาเอกก็มาเรียนสายครุศาสตร์

“ไปเจออาจารย์ที่เป็นไอดอลของผม นำพามาสู่อาชีพอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นของผมจะแตกต่างจากของคนอื่น เพราะคนอื่นเขาจะเริ่มจากเป็นครูจาที่โน่นที่นี่มาแต่ของผมพุ่งเข้าไปมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งมันทำให้ผมกังวล รู้สึกกลัวเพราะเราไม่มีฐานอะไรเลย ฐานของเราที่มีก็คือจากการอ่านหนังสือ การฝึกปฏิบัตินิดๆ หน่อยๆ จากการสอน เราก็ประยุกต์ในแง่ของชีวิตการทำงานของเราเข้าไป สอนแบบมั่วๆ ซั่วๆ ไป แต่ก็ยึดหลักอะไรบางอย่างอยู่

“เราไม่ใช่ครูมืออาชีพ มันใหม่จริงๆ สำหรับเรา คือใหม่มาก ปัญหาที่พบคือการที่เราเป็นคนหน้าเฉยๆ นิ่งๆ ไม่ค่อยยิ้ม ซึ่งมันก็ทำให้ไม่ Link กับเด็ก ถ้าเด็กบอกอาจารย์คนนี้หน้าดุไม่ค่อยยิ้ม เวลาเขาเข้าห้องเรียนมาเขาก็ว่าอาจารย์คนนี้ก็ต้องโหดแน่ๆ เลย คือเด็กมองเราอย่างนั้นไง แต่เราก็มาเช็คอีกครั้งหนึ่งว่า ให้เขาเขียนความรู้สึก หลังจากก่อนเรียนและหลังเรียน เขาบอกว่าจริงๆ กลัวอาจารย์มาก คิดว่าอาจารย์เป็นคนดุ แต่พอได้ผ่านชั่วโมงแรกไป เขาบอกว่าไม่ใช่เลย จริงอาจารย์เป็นคนใจดีและปล่อยอิสระมาก คือกติกาในการเข้าห้องเรียนผม ผมบอกเลยว่าคุณจะแต่งตัวยังไงมาเรียนก็ได้ คุณจะอะไรก็ได้ แต่มีข้อตกลงร่วมกันว่า ต้องให้เกียรติเพื่อนให้เกียรติอาจารย์ แล้วก็มีข้อตกลงร่วมกันในการใช้เครื่องมือสื่อสารนิดหน่อย

“ถ้าลึกๆ เลยมันเริ่มจากงานวิจัยของผม (โมเดลการจัดสิ่งแวดล้อมตามแนวคิดจิตปัญญาศึกษา) ผมทำงานวิจัยของผมตอนเรียนปริญญาเอก ได้รู้จักทีมงาน ทีมงานในที่นี้หมายถึงทีมกระบวนกร ซึ่งก็ได้ตามทีมอาจารย์ณัฐฬส วังวิญญู ไปสถานที่ต่างๆ ไปดู ไปสัมภาษณ์เขา ไปสังเกตการณ์ ก็เลยเกิดความผูกพัน”

ลดความขัดแย้งด้วยกระบวนการครูกล้าสอน

“วันนั้นที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการก็ไม่ได้คิดซับซ้อน มันก็มีหนังสือหนึ่งชื่อว่า “ครูกล้าสอน” ที่ผมซื้อมาอ่านก่อนที่เขาจะเปิดโครงการ เพราะอาจารย์ณัฐฬสเป็นคนให้อ่าน พอถึงเวลาเขาเปิดโครงการก็สมัครเข้ามาเลย เพราะว่าเราเห็นอยู่แล้ว ว่าอะไรที่มันดีๆ อยู่ในหนังสือนั้นเยอะมาก เราจึงอยากมารู้เพื่อแคะสิ่งที่อยู่ในหนังสือออกมาใช้งานจริง

“หลังจากผมเข้าครั้งแรก (ครูกล้าสอน รุ่น 1 – ปัจจุบันมีถึงรุ่น 2 แล้ว) ผมเห็นอะไรบางอย่าง เช่น การลดความขัดแย้งในองค์กร การทำความเข้าอกเข้าใจเพื่อนร่วมงาน หรือการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ก็เลยอยากจะพาเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยกันในครั้งนี้

“หนึ่ง สิ่งที่ผมคาดหวังคือเพื่อนผมเขาไม่เคยเรียนรู้สิ่งพวกนี้ ถ้าเรานำพาเขามาเห็นสิ่งเหล่านี้ ถ้าเขารู้สึกว่าเปลี่ยน เราก็จะรู้สึกดีใจที่เราได้เอาสิ่งดีๆ ไปแนะนำเพื่อน

“สอง ในแง่การไปทำงาน การลดความขัดแย้งกันได้มันจะเป็นเรื่องดี ซึ่งมันก็จะเป็นผลกับองค์กรของผม เพราะผมต้องอยู่องค์กรนั้นอีก 10-20 ปี

“สาม อยากจะมาเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น เชื่อว่าแม้โครงการเหมือนเดิม เคยเข้าร่วมโครงการมาแล้ว แต่พอเวลาเปลี่ยน มันก็น่าจะมีสิ่งใหม่เข้ามา

“รุ่นที่ 2 นี้ได้เห็นความมากของประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมกับกระบวนกรมาปะทะกัน มาปะทะในแง่ของตรงนี้หมายความว่าความเชื่อมั่นของแต่ละคนมาปะทะกัน เราจะได้เห็นว่าวิธีการดูแลคนที่มีประสบการณ์สูง จะใช้ Solutions อย่างไร  แล้วจะรับมืออย่างไรกับคนประเภทนี้ เป็นการฝึกเราไปในตัวด้วย

“อีกเหตุผลที่มาร่วมรุ่นที่ 2 คืออยากมาโอบอุ้มและ Support ทีมที่มาด้วย 4 คน (เพื่อนอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพาที่ชักชวนเข้าร่วมโครงการ) เผื่อเอามีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะรู้ว่าเราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

“แล้วอีกอย่างคือเรามีความผูกพัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน แต่จากที่เราเห็นตอนทำงานด้วยกัน หากเข้ามาร่วมโครงการนี้ก็จะทำให้เราได้เห็นตัวตนอีกอย่างของเขา เพราะกระบวนการจะทำให้เราได้ลงไปค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเพื่อน ซึ่งตอนอยู่ที่ทำงานเขาอาจจะไม่เปิดเผยตัวตนแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานกันก็ตาม”

มหัศจรรย์แห่งสัมพันธ์

“มันมหัศจรรย์มาก คลายความกดดันของผมลงไปเยอะ เพราะตอนผมมาวันแรกก็กังวลนะว่าเพื่อนๆ จะไม่มา แต่หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ เปิดรับ เริ่มมีพื้นที่ เขารู้สึกปลอดภัย เขาเริ่มรู้สึกอยากจับไมค์ มีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา คำพูดคำจาของเขามีพัฒนาการชัดมาก ชัดจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาสะท้อนคือเขาเปิดนะ แล้วผมก็ไปเช็คกับทีมกระบวนกร ทีมผู้จัดว่าเห็นทีมผมเป็นยังไงบ้าง เขาก็บอกว่าเขาเปิดนะ แล้วก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อะไรกันเยอะมาก เขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เขามีอะไรดีๆ ที่จะปล่อยมันออกมา ถ้าเขาปลอดภัยเขาก็ปล่อยมันออกมาเยอะ

“มีอาจารย์คนหนึ่งมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ส่วนผมมาจากมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ได้นั่งคุยกันนะ ความสัมพันธ์มันเกิดขึ้น สิ่งที่จะทำคือ Link ผมถามว่า ‘อาจารย์ผมไปเที่ยวมหาวิทยาลัยอาจารย์ได้ไหม ผมพาเด็กไปดูการเรียนการสอนของอาจารย์ได้ไหม หรือเรามีความร่วมมือทางวิชาการกันได้ไหม’ หรือแม้กระทั่งอาจารย์คนอื่น อยู่ภาคใต้บ้าง มาจากตรงนั้นตรงนี้บ้าง พอเราเอ่ยปากเขาก็ยินดี

“ถ้าไปใช้ในห้องเรียนก็ในแง่ครูกับศิษย์ ความสัมพันธ์นั้นสำคัญ คือผมก็นำไปใช้ตั้งแต่หลังจากจบครั้งแรกไป สิ่งที่มันสะท้อนคือ เวลาเราไปไหนมาไหน เด็กอยู่ห่างจากเรา 200-300 เมตร ถ้าเห็นหน้าเรามันตะโกนใส่เรา ทั้งๆ ที่เดินมาใกล้หน่อยก็ได้ แต่เขาไม่เขินไม่อาย อาจารย์อยู่ในลิฟต์เขาก็หันมามองเรา เรารับได้ว่าเขามี Connect กับเราเยอะขึ้น หรือแม้กระทั่งเด็กเสียใจก็วิ่งมากอดเรา เด็กผู้ชายนะ แล้วอยู่หน้าตึกที่คนเดินผ่านไปผ่านมาเลย เราก็ไม่เขินอายกันที่จะกอดเขา มันเป็นการให้กำลังใจ เราพัฒนาตัวเองมาอย่างนี้”

– อาจารย์น้อย ดร.สุขมิตร กอมณี ภาควิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา