fbpx

นลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์: ครูสอนศิลปะที่ต้องรับมือกับเด็กเบื่อห้องเรียน

นลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์: ครูสอนศิลปะที่ต้องรับมือกับเด็กเบื่อห้องเรียน

การเป็นครูช่วยให้น้ำหนักลด

“ถ้านับตั้งแต่บรรจุเป็นครูก็ประมาณ 8 ปี แต่ถ้านับตั้งแต่เป็นครูอัตราจ้างจนถึงตอนนี้ 12 ปีแล้ว

“เข้าห้องเรียนครั้งแรกในฐานะครูมีความกังวล เต็มไปด้วยความประหม่า กลัวมาก คือน้ำหนักลดฮวบฮาบ  กินไม่ได้นอนไม่หลับ เครียด กังวล ทุกอย่าง ไม่มีความมั่นใจตัวเองแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าเราเรียนจบศิลปกรรม สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ ไม่ได้เรียนสายครูมาเลย

“เราอยากทำงานให้ดีที่สุด เพราะว่าพ่อแม่ก็เป็นครู เราควรจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เราทำได้เราจะทำ ชงกาแฟ มันมีหลายอย่างที่เราไม่ได้เรียนรู้ ในมหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่ในชีวิตจริงมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง”

เด็กเก่งที่ไม่ชอบสิ่งที่เรียน

“ตอนนี้เราสอน ม.1 ม.3 และ ม.6 ปัญหาที่เราเจอในห้องเรียนก็น่าจะเป็นการคอนโทรลเด็ก เราก็จะเจอเด็กวัยรุ่นที่มันจะท้าทายเรา กวน ลองของ

“ม.1 ยังโอเคอยู่ เพราะเขาเชื่อฟัง เขายังรู้สึกว่าเกรงใจและให้ความร่วมมือดี สิ่งที่เราต้องทำตอนสอน ม.1 ก็คือออกแบบกิจกรรม ทั้งสามารถควบคุมเนื้อหาในเวลาที่เรามี แล้วก็ให้เขาสนุก สนใจ แต่สิ่งสำคัญก็คือให้เขามาเรียนวิชาศิลปะเป็นช่วงเวลาที่สนุกสำหรับเขา

“ม.3 เป็นห้องเรียนเพาะพันธุ์ปัญญา เขาเป็นเด็กเก่ง เรารู้สึกว่าเขาไม่ค่อยชอบที่จะเรียน คือห้องเรียนนี้มันไม่ได้ใช้วิชาศิลปะ แต่มันเป็นห้องเรียนบูรณาการที่สอนแบบ RBL คือ Research Based Learning เหมือนเด็กทำโครงงาน  แล้วไม่ใช่ทุกห้องที่ได้เรียนวิชานี้

“ห้องนี้เขาเป็นเด็กเก่ง แต่เขาไม่อยากเรียน เด็กมีทัศนะคติด้านลบกับเพาะพันธุ์ปัญญา เพราะเขาไม่ได้เป็นคนเลือกเองที่จะเรียนห้องนี้ เขาถูกโรงเรียนเลือกว่าให้เป็นห้องเก่ง น่าจะเข้าโครงการนี้

“จริงๆ แล้วเขาเปลี่ยนครูมาหลายคน แต่เราได้รับผิดชอบตอนที่เขาอยู่ ม.3 พอดี ถามว่าเราสอนศิลปะเขาไหม เราสอน ในห้องเรียนศิลปะก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่ว่าคนในห้องนี้ที่มันต้องอยู่กันสามชั่วโมง เราเริ่มมีความรู้สึกว่าเขาไม่อยากเรียน น่าจะเป็นเพราะเขารู้สึกไม่โอเคที่จะต้องมาเรียนกระบวนการแบบนี้ เขาไม่เห็นประโยชน์ของการบวนการแบบนี้

“เราคุยกับครูที่สอนด้วยกัน ว่าเราจะไม่ทำ RBL จ๋า แต่เราอยากให้เด็กทำสื่อ ลงพื้นที่ สำรวจชุมชน แล้วก็ทำสื่อ ทำคลิป เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ทีนี้เด็กเขาอยากติว ONET แล้วการที่มาอยู่ในโครงการ อยู่ในห้องเรียนอย่างนี้มันทำให้เขาสูญเสียชั่วโมงที่ต้องติว ONET ไป

“ม.6 ที่เรียนกับเรามีแค่ 3 คน คลาสหนึ่งมีแค่ 3 คน เขาเลือกสายศิลปกรรม ซึ่งถามว่าโดยกระบวนการอะไรที่เราจะใส่เข้าไป คือเขาเลือกแล้วว่าเขาจะเรียนศิลปะ นั่นหมายความว่าจบ ม.6 ต้องเข้าคณะหรือเรียนมหาวิทยาลัยในสาขาศิลปะแน่นอน เราก็โอเคไม่มีปัญหา ก็คิดว่าเราจะสอนตามขั้นตอนของเรานั่นแหล่ะ ต้องมีการออกแบบวิธีคิด ออกแนวแบบ ไม่ได้ออกแนวศิลปกรรมจ๋า แต่ปัญหาก็คือเด็กเขา เหมือนเขาไม่รู้จักตัวเอง เขามาเลือกที่จะเรียนเพราะว่าเขาไม่รู้จะเรียนอะไร พอเราเจอเด็กแบบนี้ ที่เราเตรียมมาอย่างเยอะ แต่เขากลับขี้เกียจที่จะทำทุกอย่าง เข้าห้องเรียนก็ช้า อะไรอย่างนี้”

ไม่อยากจับพู่กันก็เปลี่ยนไปจับกล้อง

“มันมีเด็กอยู่ 2 กลุ่ม แต่มีคนเดียวที่ชอบศิลปะจริง ๆ คนนี้ไม่มีปัญหา เราชวนเขาทำอะไรเขาทำด้วย แล้วมันมีงานอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะ จัดสถานที่ของโรงเรียน เขียนโฟม เราสอนเต็มที่ เพราะเรารู้ว่าในมหาวิทยาลัยไม่มีสอน ครูจะพาทำ แล้วเอ็งได้ใช้ประโยชน์แน่ แต่อีกสองคนนั้นก็คือเขาไม่ค่อยชอบ เราก็เลยใช้อีกวิธี

“จริง ๆ แล้วเราก็ไม่ค่อยสนใจเขาด้วยแหละ เพราะเขาไม่ค่อยสนใจเรา พอเราพยายามที่จะให้อภัยทุกครั้งที่เขาเข้าห้องเรียนสาย เราพยายามที่จะหาเครื่องมือ ถ่ายรูปดีกว่า ง่ายดี ถ่ายรูปแล้วเรียนรู้องค์ประกอบ โอเคนะ ตอนนั้นใช้เครื่องมือ การถ่ายรูป ไปถ่ายรูปอะไรก็ได้ในหัวข้อ “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” เขาก็ไปถ่ายมอส ถ่ายนู่นนี่นั่นอะไรมา แล้วเราก็ให้เครื่องมือเขาคือ หลักการถ่ายรูปแบบสตรีท แสงเงา คือเราเรียนมา เราก็เอามาใช้

“โอเคนะ เราสามารถพาเขาทำ เขาถ่ายรูปมาส่ง แล้วให้เขาคุยถึงรูปของเขา เราเปิดแล้วขึ้นทีวีในห้อง เสียบโน๊ตบุ๊ค เขาก็อธิบาย ‘ผมได้อันนี้มา…’ พอเขาได้นำเสนอแล้วทำให้เห็นว่าคนที่ไม่ค่อยอยากจะเรียนมันก็ทำได้ดีนะ เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในห้อง แล้วทำได้ดี หลังจากที่นำเสนอเสร็จ เรามาคุยกัน เขาดูรีแล็กซ์ แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่โอเคมาก หมายถึงว่าเขามานั่งฟังเรา เราก็มีคำถามแบบ… พูดถึงความสัมพันธ์ตอนนั้นมันดีขึ้น ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไร เขาก็ตอบว่า ‘ผมทำได้ดีนะ’ เราก็รู้สึกดี เราได้ฟังเสียงเขา

เด็กที่อยู่ในตัวฉันนั้นร้องไห้

“บางทีมันวูบวาบเข้ามา ก็คือเรารู้จักตัวเองแล้ว เราคิดว่าปัญหาที่อยู่ในตัวเราเรื่องภาวะอารมณ์ที่อาจจะมีปะทะกับเด็ก หมายถึงว่าไม่ได้ปะทะหรอก เพราะว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดกับเด็กเล็กซึ่งเราคอนโทรลไม่ได้ อาจจะมีดุบ้าง พอดุแล้วเราก็หงุดหงิดใจมาก บางคืนนอนไม่หลับ เรารู้สึกว่า ‘แพ้… อะไรวะ อายุเท่าไรแล้วเราเป็นครู แล้วทำไมต้องมาหัวเสียกับเด็ก้วย เด็กมันก็คือเด็ก’ ทั้งๆ ที่เรารู้นะ แล้วเราเห็นความรุนแรงนั้น เราเห็นยายเรา…

“อยากขอโทษยาย เราอาจจะรู้สึกว่าเราโดนใช้คำพูดรุนแรงตอนเด็กๆ เราร้องไห้อยู่ตรงนั้น ยายด่าแล้วยายอยู่กับพี่ชาย ยายปกป้องพี่ชายเรา แต่ยายเหมือนอยู่คนละฝั่งกับเรา จำได้ว่ายายด่าแรง แล้วเราเสียใจ เราร้องไห้ แต่เราไม่มีใครเลย พ่อกับแม่ก็ไปทำงาน แล้วรอมากเลย รอพ่อแม่กลับมา เราจะรู้สึกว่ากูมีพวกแล้ว เหมือนเราเห็นภาพนี้ เห็นภาพแม่นั่งร้องไห้ เพราะว่าโดนยายด่า คือเขาจะพูดรุนแรงกัน มีปากเสียงกัน มีความขัดแย้งกันอยู่ ถึงแม้ทุกคนจะอยู่ด้วยกันครบ ครอบครัวเหมือนจะอบอุ่น ทั้งสองคนก็เป็นครู เราเห็นตรงนี้ที่รู้สึกว่าเออ…

“แต่เราก็มองว่ามันเลือกไม่ได้ สิ่งที่หล่อหลอมเป็นเรา เราอาจจะเห็นพ่อใจดี แม่เป็นครูที่ดีมากเลยในสายตาเรา แม่เป็นแบบว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นครูที่มีศักดิ์ศรีมาก เป็นครูที่อยู่กับชุมชน คุยกับชาวบ้านได้ทุกคน คือในโรงเรียนแม่เป็นคุณครูที่ชาวบ้านรู้จักมากที่สุด แม่ก็ติดดิน เราก็รู้สึกว่าเราได้ตรงนี้กลับมา คือมันเป็นพื้นฐานของความเมตตา

“มีใครสักคนในวงพูดว่า หนูไม่ชอบเลย หนูอ่อนไหวมาก แล้วมีใครสักคนหันมาบอกว่า ก็ความอ่อนไหวเป็นพื้นฐานของความเมตตานะ เราก็เลยเห็นความเมตตาของแม่ อยู่ในตัวเราชัดขึ้นอีก มันเห็นตลอด มันกลับมาเห็นตลอด แล้วพอเราเห็นตัวเองชัดขึ้น เหมือนกับเราได้ไปเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ยืนร้องไห้อยู่ เราอยากจะเดินเข้าไปกอดเขาเลย แล้วถามว่า ทำไมเราถึงอยากขอโทษยาย เพราะเราก็เถียงคืนด้วยคำพูดที่เจ็บ แล้วมันมากกว่านั้นก็คือ ความรู้สึกที่โทษยาย ตอนนั้นเราอาจจะเป็นเด็กที่ไม่น่ารักเลย แล้วยายก็ไม่รู้จะบอกยังไงเรา ‘ไอ้เด็กเหลือขอ พูดเถียงคำไม่ตกฟาก’

“เราอยากกลับไปถามยาย ตอนนี้ยายเป็นอัลไซเมอร์ แก่มาก เขาจะลืม หลงๆ ลืมๆ จะเข้าไปถามยาย อยากถามว่ายายตอนนั้น ยายเกลียดเราจริงๆ หรอ ทำแบบนั้น ไม่รู้จะจำได้หรือเปล่านะ แต่เรารู้สึกว่าอยากขอโทษยาย”

ครูที่ไม่กล้าเรียนรู้ จะสอนเด็กได้อย่างไร

“ครูจะสร้างเด็กสักคน หรือจะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ครูอยู่เฉยๆ ในโรงเรียนเนี่ยนะ แล้วจะมาบอกเขาให้เรียนรู้? ครูที่ไม่กล้าออกไปเรียนรู้ ไม่กล้าที่จะลงทุนกับการเรียนรู้ แล้วไปบอกให้เด็กมันเรียนรู้เนี่ยนะ?

“เรามองเห็นประโยชน์ว่าถ้าออกไปเรียนรู้ ไม่ว่าเครื่องมือนั้นมันจะด้วยวิชาอะไร เราก็บูรณาการกับวิชาของเราได้ เพราะยิ่งเราสามารถเชื่อมโยงวิชากับทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา มันก็เกิดประโยชน์กับเด็กไม่ใช่เหรอ เพราะทักษะการเชื่อมโยง ก็คือทักษะที่เด็กจะต้องใช้ในชีวิต เขาไม่สามารถแยกตัวเองได้ นี่คือเรื่องสำคัญ เราจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการครูกล้าสอน

“เราสนใจจะเรียนรู้อยู่แล้ว เปิดดูในคลิปครูกล้าสอนรุ่นแรกเห็นการสอนเรื่องภายในด้วย เราคิดว่าการเติบโตภายในของครูสำคัญมาก ถ้าครูไม่มีความสุข จะสร้างห้องเรียนให้มีความสุขมันก็คงดูเฟค เรารู้สึกว่าเด็กไม่ได้เรียนแค่วิชา เขาเรียนวิธีคิดของเรา ท่าทีของเรา เรียนจากเราซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกัน เด็กอยู่ตรงหน้าเรารู้สึกอย่างไร ถ้าเราเครียดมันก็จะส่งผ่านน้ำเสียงทุกอย่างแสดงออกมาหมดเลย ถ้าเราจัดการกับภาวะภายในของเราไม่ได้ เราก็จัดการห้องเรียนไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจสมัคร”

นลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์ ครูศิลปะ โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จ.ศรีสะเกษ