fbpx

การบ้านเหมือนปีศาจร้าย

การบ้านเหมือนปีศาจร้าย

การบ้านเหมือนปีศาจร้าย บทหนึ่งจากหนังสือ “โรงเรียนแห่งการเรียนรู้” ที่พูดถึงความทุกข์ขมของการบ้านทั้งครูพ่อแม่และเด็กการบ้านที่ไม่มีคุณภาพพอที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้การบ้านที่ถาโถมด้วยปริมาณและการแสดงอำนาจของครูผู้สอนการบ้านที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกหนักเหนื่อยและอ่อนล้า

บรรทัดนับจากนี้คือหนึ่งในประสบการณ์การบ้านของเด็กชายคนหนึ่ง

…..

“ผมอาจเป็นเด็กโชคดีคนหนึ่งที่ทางบ้านพอจะมีฐานะส่งไปเรียนในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการที่เป็นเลิศ  สิ่งหนึ่งที่รับประกันได้ว่าโรงเรียนจะคืนความคุ้มค่าให้กับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผู้ปกครองเสียไปคือ ปริมาณและความยากของการบ้านที่ ‘ท้าทาย’ กว่าโรงเรียนอื่น ๆในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนกลาง

“ที่โรงเรียน เราเรียนกันอย่างเข้มงวดถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน  จะมีเวลาได้พักบ้างก็ตอนเที่ยงที่ผมกับเพื่อน ๆ จะรีบกินข้าวให้เสร็จเพื่อจะได้เล่นฟุตบอล

“ที่โรงเรียนมีการฝึกปรืออย่างเข้มงวด  นักเรียนทุกคนท่องสูตรคูณถึงแม่ 12 ได้ตั้งแต่เรียนยังไม่จบ ป.2 ด้วยซ้ำไป  ผมจำไม่ได้ว่าว่าหลังจากที่ตัวเองทำโจทย์คณิตศาสตร์มากจนเชี่ยวชาญ  ผมมีความสุขกับการเรียนรู้หรือมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นหรือไม่

“แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้มันเหมือนรสขมของบอระเพ็ดที่ยังทิ้งความฝาดเฝื่อนในลำคอต่อให้คายทิ้งไปแล้วก็ตาม นั่นคือความหวาดกลัวจากการถูกทำร้ายร่างกาย ทุบตี และด่าทอ จากแม่ซึ่งต้องสอนการบ้านลูกชาย ‘หัวช้า’ อย่างผม  การบ้านที่ไม่มีความเป็น ‘บ้าน’ อยู่ในนั้น  ทำให้บ้านกลายเป็นสนามรบระหว่างแม่ที่กลัวลูกโง่กับลูกชายที่กลัวแม่ตี

“ผมเป็นเด็กตัวเล็ก ผอม  กระเป๋าการบ้านที่หนักเกินประมาณ ทำให้มีปัญหากับกระดูกสันหลัง เมื่อโตขึ้น ผมเดินตัวงอ คอโก่ง และสูญเสียความมั่นใจในบุคลิกภาพ  ผมไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่เพราะต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับโรงเรียนวันละ 2-3 ชั่วโมง กว่าจะกลับมาถึงบ้านแต่ละวันก็เย็นย่ำ ทำให้แทบไม่มีเวลาออกไปวิ่งเล่นหลังเลิกเรียนเลย  ยังไม่นับที่ต้องกลับมาจัดการกับการบ้านกองโตที่ล่ามผมไว้กับโต๊ะจนละครหลังข่าวจบ

“ผมรู้สึกว่าตัวเองและเพื่อน ๆ ถูกผลักไสมากกว่าดึงดูด ให้เร่งผลิตชิ้นงาน ตามคำสั่งของผู้คุมซึ่งถือไม้เรียวเป็นเครื่องคอยสั่งการ

“ทุกเช้าเราเข้าแถวท่องคำศัพท์ที่จำมาทั้งคืน และตรวจเช็คการบ้านว่าส่งครบตามที่ได้รับสั่งไปหรือไม่ วันใดที่ผมลืมทำการบ้าน วันนั้นผมจะใส่กางเกงซ้อนหลาย ๆ ชั้น (แต่ต้องไม่หนาเกินไป เพราะหากถูกจับได้จะโดนตีขาแทน)  เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานแห่งการเอาตัวรอด มากกว่าพื้นฐานแห่งความเคารพและไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เราทุกคนควรเรียนรู้เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพตัวเองและผู้อื่น

“จนบัดนี้แม้ผมจะมีทักษะเรื่องการคูณเลขบ้าง  แต่ความเชี่ยวชาญที่ผมได้รับจากโรงเรียนหาใช่การเรียนรู้  แต่เป็นทักษะการเอาตัวรอด ปิดบัง และอำพรางความผิด ซึ่งคงเป็นทักษะที่จำเป็นในการเอาชีวิตรอดในสังคมกระมัง”

– นายหัวไข่ (ปัจจุบันเป็นชายหนุ่มวัยต้น 30)